วามพรั่นพรึงแม้แต่น้อย เขาเคลื่อนสายตามองเมิ่งหยางผ่านไปครู่หนึ่งถึงหลุบตานิ่ง ๆ ปราศจากปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น
เฝิงหมิงอวี่กลับฉวยโอกาสนี้เบนหัวข้อสนทนาไปที่จางเจอ กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ต่อให้เป็นเรื่องนี้พวกข้าก็ไม่กล้ารับความดีความชอบหรอก คิดว่าหัวหน้าสาขาคงเคยได้ยินมาแล้วคราวนี้นอกจากคนสาขาทงโจวของพวกเรา ที่เมืองหลวงตู้จวินเซียนเซิงยังส่งผู้ช่วยแสนกล้าแกร่งมาอีกด้วย หากมิได้ใต้เท้าจางผู้นี้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกข้าคงไม่ได้ช่วยคนออกมาได้อย่างราบรื่น ไม่แน่ว่าอาจต้องเผชิญกับกับดักอันชั่วร้ายของราชสำนักอีกต่างหาก!”
อู๋เฟิงเปล่งเสียงร้อง “โอ้”เขาทอดสายตามองจางเจอ ดวงตาอันคมกริบลุกวาบซ่อนแววค้นหาอยู่หลายส่วน แต่กลับแสดงสีหน้าเปิดเผยจริงใจ ประสานมือคารวะพร้อมเอ่ยว่า “ได้ยินชื่อเสียงของตู้จวินเซียนเซิงมาช้านานทว่าไร้วาสนาได้พานพบ วันนี้ได้พบท่านนับว่าได้พบเซียนเซิงแล้วเช่นกัน ใต้เท้าจางเป็นขุนนางในราชสำนัก แต่ก็ยอมน้อมกายมอบความภักดีให้แก่นิกายสวรรค์ ช่างเป็นผู้เห็นแก่ส่วนรวมยิ่งนัก ยอมอดทนต่อความอัปยศและแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่! คนแซ่อู๋นับถือ!”
ชาวยุทธภพย่อมมีธรรมเนียมการปฏิบัติของชาวยุทธภพ ทว่าจางเจอไม่ค่อยคุ้นชิน ทั้งยังไม่ถนัดเอ่ยวาจา หลังจากพูดถ่อมตนพอเป็นพิธีสองประโยคก็หมดคำพูด
อู๋เฟิงเองก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนอันใด เพียงสั่งให้คนรินสุรา
เหล่าผู้คนที่เบียดเสียดในอารามเต๋าชูชา