มาช้านานถึงเวลาสุกงอมเหมาะจะเก็บเกี่ยวที่สุดพอดี
เพียงแต่เซี่ยเวยกลับไร้ซึ่งความยินดี
เขาเองก็เห็นลำแสงสีขาวหม่นนั้นเช่นกันส่วนลึกของดวงตาอันหนักอึ้งมีแต่อนธการ ทว่าไม่ได้แสดงออกผ่านสีหน้าแม้แต่น้อย ดูไร้อารมณ์ความรู้สึกประดุจเทพยดาผู้สูงส่งปราศจากกิเลสตัณหา เขายกมือสะบัดไปเบื้องหน้าเบา ๆ หลุบตากล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
—————
เมืองหลวงกับวังหลวงมีความหมายต่อนางอย่างไรกันแน่
นับตั้งแต่ลงมาจากรถม้า เจียงเสวี่ยหนิงก็จดจ้องโรงเตี๊ยมฝังตรงข้ามหลังนั้นพลางครุ่นคิดอยู่นาน
ไอหมอกซึ่งลอยอ้อยอิ่งภายในเมืองกับสายลมหนาวยามเหมันต์ปะทะใบหน้าจนชุดกระโปรงเรียบ ๆ เปียกชื้น เจียงเสวี่ยหนิงอดก้มศีรษะเพื่อมองสำรวจตนเองในเวลานี้ไม่ได้
ปราศจากปินและต่างหูประดับเต็มศีรษะปราศจากพัสตราภรณ์หรูหราคอยผูกมัด
อีกทั้งนางไม่ต้องคอยพะวงเรื่องหลักจรรยามารยาทในสังคม ขอเพียงอยู่ในเมืองทงโจวซึ่งห่างจากเมืองหลวงไม่กี่สิบลี้แห่งนี้ก็เท่ากับว่าไม่มีผู้ใดเคยยลโฉมและล่วงรู้สถานะของนางแล้ว ซ้ำยังยิ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางคือคุณหนูรองผู้โชคร้ายแห่งตระกูลเจียงและเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางภายในวังหลวง
ภาพลักษณ์ทั้งหมดที่ต้องเพียรรักษาพลันอันตรธานสิ้น
หากคนเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและอาศัยเพียงมโนภาพต่าง ๆ ในวัยเยาว์ ย่อมไม่มีวันเข้าใจว่าสิ่งใดสำคัญสำหรับตนมากที่สุด
ชาติก่อนหว่านเหนียงบอกนางว่าสตรีเกิดมาเพื่อล่