งหลวงหรือเพคะ”
สตรีผู้งามสง่าดูเคร่งเครียดไม่น้อย ทั้งที่อายุไล่เลี่ยกับตนแต่คล้ายมีความกลัดกลุ้มทุกข์ระทมอัดแน่นเต็มอก เสิ่นจื่ออีเบนสายตาที่ทอดมองออกไปไกลมาหาเจียงเสวี่ยหนิงด้วยท่าทางสงบนิ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มสดใสบาง ๆ ประหนึ่งปลงตกแล้ว
“ผู้ใดจะไปอยาก”
นางตอบว่า ‘ผู้ใดจะไปอยาก’
ผู้ใดจะไปอยากอยู่ในวังกันเล่า
“หลบหน่อย หลบหน่อย!”
ลูกจ้างประจำร้านรีบร้อนเข็นรถบรรจุสินค้าจนเต็มแน่นมาบนถนนใหญ่ เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืนขวางทางไม่ยอมขยับร่างเสียทีจึงอดร้องตะโกนอย่างร้อนใจไม่ได้
ภาพที่ปรากฏในสมองเจียงเสวี่ยหนิงจึงระเบิดสิ้นและสูญสลาย
ไร้หญ้าแห้ง ไร้เมฆครึ้ม ไร้ทุ่งร้าง และไร้เสิ่นจื่ออี มีเพียงเสียงโหวกเหวกโวยวายในท้องตลาดอันเต็มไปด้วยการดำเนินชีวิตของผู้คนรวมถึงสารพัดสายตาสงสัยใคร่รู้จากใครต่อใครโดยรอบ
นางได้สติ รีบหลีกทางให้
ลูกจ้างประจำร้านที่เข็นรถไม่ได้สังเกตว่านางมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร เขาเข็นรถจากไปอย่างรีบเร่ง เพียงส่งเสียงพึมพำประโยคหนึ่งว่า “มาเดินละเมอบนถนนตั้งแต่เช้าตรู่ทำบ้าอะไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองคนผู้นั้นจากไปไกลแล้วถึงนึกได้ว่าตนกำลังจะไปเช่ารถม้า
ทว่าเมื่อนางเริ่มย่างเท้าอีกครากลับรู้สึกว่าเท้าหนักอึ้งกว่าเดิมหลายส่วนความรู้สึกเคว้งคว้างถั่งท้นหัวใจ มือซึ่งจับห่อผ้าน้อยค่อย ๆ กำแน่น เดินสักพักก็ก้าวเท้าต่อไม่ออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เจียงเสวี่ยหนิงหยุดตรงหน้าร้านที่ยังไม่เปิดแห่งหน