เจียงเสวี่ยหนิงดวงตาพร่ามัว
เหมือนนางจะปั่วยหนัก
ใบหน้าขนาดเท่าฝั่ามือไร้สีเลือด หน้าผากอาบเหงื่อเย็นเนื่องจากความเจ็บปวดถาโถม แขนขาและกระดูกทั่วร่างเจ็บปวดราวกับมีเข็มคอยทิ่มแทง นางใช้มือข้างหนึ่งยึดมุมโต๊ะ แต่ถึงกระนั้นร่างก็ยังส่ายโอนเอนพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
เสียวเปั่ารีบเข้ามาจะประคอง
คิดไม่ถึงว่าอีกคนกลับว่องไวกว่า มือคู่หนึ่งซึ่งเดิมทีใช้จับพู่กันอย่างมั่นคงและพลิกเปิดบันทึกคดียื่นเข้ามาโอบเอวนางผู้มีทีท่าจะล้มลง
เจียงเสวี่ยหนิงพยายามเคลื่อนตามองสุดความสามารถ แต่ไม่อาจเห็นอะไรได้ชัดเจน
นางรู้สึกได้เพียงมือที่กำลังออกแรงโอบเอวตนสั่นระริกอย่างผิดปกติ
“อ้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เร็วเข้า เร็ว รีบพาไปนอนบนที่นอน”
นับตั้งแต่เฝิงหมิงอวี่ได้รับจดหมายฉบับนั้นจากนอกเมืองก็คิดจะหลอกถามบางอย่างจากจางเจอผู้อาจเป็น ‘ไส้ศึก’ ทำให้แม้จะล่วงเข้ายามวิกาลแล้วเขาก็ยังลากจางเจอไป ‘หารือ’ อยู่ดี ฉะนั้นตอนเจียงเสวี่ยหนิงเกิดเรื่อง พวกเขาซึ่งอยู่ในห้องรับแขกไม่ไกลนักจึงได้ยินเสียงและรีบมาโดยด่วน ไหนเลยจะคาดคิดว่าจะได้พบเหตุการณ์เช่นนี้ จึงประหลาดใจกันไปชั่วขณะ
“กินข้าวเมื่อตอนเย็นยังดี ๆ อยู่เลย…”
จางเจออุ้มเจียงเสวี่ยหนิงวางลงบนเตียง แม้เขาพยายามเบามือเต็มที่แล้ว แต่ขอเพียงร่างของนางขยับเล็กน้อยก็ยังปวดเกร็งในช่องท้องอยู่ดีกระทั่งว่ายังลอบปวดลามจนถึงม้ามและปอดด้วย
แต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากให้จางเจอกัง