เจียงเสวี่ยหนิงเข้าประตูเมืองมาก็พบว่าทางฝั่ายสาวกนิกายสวรรค์หาโรงเตี๊ยมเพื่อหยุดพักเรียบร้อยแล้ว
จางเจอกับเฝิงหมิงอวี่มาถึงเร็วกว่าหน่อยตอนนี้นั่งกันอยู่ในห้องโถง
ขณะพาเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามา หวงเฉียนมีสีหน้าพิกลเล็กน้อย โดยเฉพาะยามเหลือบเห็นจางเจอ
ทั้งสองฝั่ายทักทายกันสองสามประโยค เฝิงหมิงอวี่เหลียวซ้ายแลขวา ในที่สุดก็รู้สึกถึงความผิดปกติทางสายตายามหวงเฉียนมองจางเจอ จึงส่งสายตาเรียกตัวมาด้านข้าง เอ่ยปากถามพลางย่นหัวคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย ตอนนี้พวกเราแค่สงสัยเขาเท่านั้น เหตุใดแสดงออกชัดขนาดนี้เล่าหากเขาเกิดไม่ใช่ไส้ศึกขึ้นมา แล้วเจ้าทำให้เขารู้ตัวว่าพวกเราสงสัย จะไม่กลายเป็นว่าพวกเราผิดใจกับตู้จวินเซียนเซิงหรือไร หรือเจ้าไปถามจนได้ข้อมูลอะไรมา”
ถามจนได้ข้อมูลอะไรมาน่ะรึ
อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่ หวงเฉียนได้ยินแล้วรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
เขาคิดในใจว่าตนก็ไม่ได้อยากมองจางเจอเช่นนั้นเสียหน่อยแต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าวิญูชนผู้เที่ยงธรรมเปลือกนอกดูสำรวมเคร่งขรึม กลับทำเรื่องพรรค์นั้นกับน้องสาวตัวเอง!
ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก!
แม้หวงเฉียนจะเป็นชาวยุทธภพ แต่เขาก็รู้จักคำว่า ‘หลักจารีต’ หลังจากอดทนแล้วอดทนเล่าก็ไม่อาจฝืนกลั้นต่อ สุดท้ายจึงพูดขึ้นว่า “เฝิงเซียนเซิง ท่านแนบหูมา…”
ทั้งสองเริ่มกระซิบกระซาบกัน
เฝิงหมิงอวี่สีหน้าแปรเปลี่ยนหลายคราส่วนเจียงเสวี่ยหนิงอีกทางมิได้คิดมาก ยา