อีกฝั่ายเรียกเขาว่า ‘ใต้เท้าจาง’
จางเจอพลิกมือกลับไปกุมมือเจียงเสวี่ยหนิงเบา ๆ เอ่ยถามโดยปราศจากพิรุธ “มีข่าวคราวใหม่แล้วหรือ”
เฝิงหมิงอวี่พยักหน้ายิ้มร่า “มีข่าวผิดปกติบางประการ เพียงแต่ตอนนี้นอกประตูเมืองหาใช่สถานที่ที่ควรจะพูดคุยกันไม่ พวกเราเข้าเมืองหาโรงเตี๊ยมเพื่อหยุดพักกันก่อนดีกว่า จากนั้นค่อยหารือกับใต้เท้าอย่างละเอียดอีกที”
เขายังคงใช้คำว่า ‘ใต้เท้า’
คราวนี้แม้แต่เจียงเสวี่ยหนิงยังฟังความแปลกประหลาดที่แฝงในถ้อยคำนี้ออก
เหงื่อซึมจากกลางฝั่ามือนางเล็กน้อย
จางเจอรู้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเสียแล้วแต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนเช่นไร คนของนิกายสวรรค์กลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้สังหารพวกตนทันที พิสูจน์ได้ว่าหมากตานี้ยังไม่ถึงทางตัน
เขาเดินไปจูงม้า
คิดไม่ถึงว่าเฝิงหมิงอวี่กลับตามมาแล้วพูดว่า“ถึงสาขาของนิกายสวรรค์ในทงโจวของพวกเราจะอยู่ในเมือง แต่การพากลุ่มจอมโจรเข้าเมืองตอนนี้ไม่ค่อยสะดวกจะทำอย่างเอิกเกริก เพื่อความปลอดภัยพวกข้าคิดว่าทยอยแบ่งกลุ่มเข้าไปจะดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันย่นหัวคิ้ว
เฝิงหมิงอวี่รู้สึกได้ว่านางไม่สบอารมณ์ จึงเหลือบมองผาดหนึ่ง อธิบายกับจางเจอคล้ายปลอบใจนางกลาย ๆ “แม้ใต้เท้าจางกับน้องสาวจะเดินทางร่วมกันมา แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพอผ่านเข้าประตูเมืองไปแล้วเจ้าพวกนั้นจะก่อความวุ่นวายอะไรหรือไม่ หากว่ากันตามเหตุผลแล้วท่านควรไปพร้อมน้องสาว แต่หากเกิดเรื่องกับคนหนึ่งอีกคนจะหนีไม่พ้น ด้วย