ตำหนักหมิงเฟิงสว่างโรจน์ด้วยแสงโคมประทีป
เหล่านางกำนัลยืนร่างเหยียดตรงมือแนบลำตัวอยู่ใต้แสงเงาวูบไหว เครื่องบรรณาการจำนวนมากจากต่างแดนกองเป็นภูเขาเลากาในตำหนักใหญ่ มีทั้งขนเพียงพอนสีขาวหิมะแบบเต็มผืนอันล้ำค่า ไข่มุกขนาดเท่ากำปันซึ่งหาได้ยากยิ่ง รวมถึงเก้าห่วงปริศนาแกะสลักจากหยกขาว…
เมื่อต้องแสงก็เปล่งประกายระยิบระยับตกกระทบใบหน้า
หัวหน้ากองซูเอ่ยถามเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาจากด้านนอก “องค์หญิงล่ะ”
นางกำนัลยังอกสั่นขวัญหายอยู่บ้าง ตอบด้วยความขลาดกลัว “ประทับอยู่ด้านใน ทั้งไม่ได้เสด็จออกมาและไม่ได้ตรัสเรียกพวกบ่าวเข้าไปปรนนิบัติด้วยเจ้าค่ะ”
หัวหน้ากองซูดวงใจปวดแปลบ
นางเลี้ยงดูองค์หญิงใหญ่จนเติบใหญ่ หากจะพูดจาบังอาจสักหน่อย ก็เรียกได้ว่านางรักใคร่เฉกเช่นเป็นบุตรีของตนอยู่ครึ่งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ทว่าบัดนี้กลับต้องทนดูราชทูตจากต๋าต๋าชูจอกถวายพระพรฝั่าบาทในตำหนักใหญ่ พูดจากันไม่กี่ประโยคฝั่าบาทก็พระราชทานการอภิเษกสมรสขององค์หญิงใหญ่ไปเสียแล้ว…
“ข้าจะเข้าไปดู”
หัวหน้ากองซูเดินเข้าไปและใช้มือเลิกม่านมุก
เนื่องจากไม่ได้ปิดหน้าต่างจึงมีสายลมหนาวพัดเข้ามาจากภายนอก ยามม่านมุกสัมผัสมือให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ เมื่อปล่อยมือไข่มุกก็กระทบกันไพเราะเสนาะหู
แต่เสิ่นจื่ออีได้ยินแล้วกลับรู้สึกเหมือนเสียงก้อนน้ำแข็งกระทบกันการประทินโฉมอันงดงามยามกลางวันถูกลบเลือนสิ้น
รอยแผลเป็นซึ่งเคยใช้ผงอิงเถาปิดบังนั้นเมื่ออ