สัมพันธไมตรี (1)อาชาที่ ‘ไม่เด่นสะดุดตา’ ของเซียวติ้งเฟยส่งเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งตลอดทาง ทีแรกฟังแล้วออกจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ค่อย ๆ ชินถึงขั้นรู้สึกบันเทิงอย่างน่าประหลาดเสียด้วยซ้ำประหนึ่งช่วยเพิ่มสีสันให้เส้นทางอันแห้งแล้งน่าเบื่อหน่ายนี้ดูต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ใกล้พลบค่ำ ในที่สุดก็มากันถึงนอกเมืองทงโจว
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงแผนการที่คุยกับจางเจอตรงริมแม่น้ำยามเที่ยง เมื่อรู้ว่าอีกประเดี๋ยวต้องเข้าเมืองก็ประหม่าอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่าหวงเฉียนซึ่งกำลังขี่ม้าอยู่ข้างหน้ากลับกระชากบังเหียนก่อน จากนั้นประคองเฝิงหมิงอวี่ลงมาจากหลังม้าแล้วกล่าวกับทุกคนว่า “พี่น้องทุกท่านโปรดพักผ่อนนอกเมืองกันสักครู่ รออีกสักนิดค่อยเข้าไป”
ปกติแล้วเดินทางจากเมืองหลวงมาทงโจวใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม ทว่าขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางตลอดช่วงกลางวัน
ตั้งแต่ตกบ่ายไม่ใช่แค่เจียงเสวี่ยหนิงกับจางเจอที่รู้สึกว่าเดินทางกันช้ามาก สาวกนิกายสวรรค์กับนักโทษแหกคุกเองก็ยังรู้สึก ท่าทีคล้ายกำลังรอคอยและพะวงอะไรบางอย่าง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกคนบ่นพึมพำอยู่ในใจ
โดยเฉพาะพวกก่อคดีอุกฉกรรจ์และมีโทษติดตัวที่พากันไม่พอใจหน่อย ๆ “ในเมื่อถึงนอกประตูเมืองแล้ว มิหนำซ้ำยังแปลงโฉมกันมาด้วยฉะนั้นให้ทุกคนแบ่งกลุ่มทยอยเข้าเมืองไปเลยก็ได้ ไยต้องรออยู่นอกเมืองอีก นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
เฝิงหมิงอวี่และหวงเฉียนคือสองคนที่ได้รับมอบอำนาจ