เจียงเสวี่ยหนิงกลับไปก่อน
พอคนอื่นตกใจว่าเหตุใดนางกลับมาลำพังเจียงเสวี่ยหนิงก็แสร้งแสดงสีหน้าประหลาดใจตามแผนและตอบว่าไม่พบจางเจอเลย
เซียวติ้งเฟยดึงหญ้ามาคาบไว้ในปากใบหนึ่งเดิมทีรู้สึกเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ครั้นได้ยินคำพูดนี้จึงมองเจียงเสวี่ยหนิงด้วยแววตาแฝงความนัยล้ำลึกสายตาแสดงออกชัดเจนว่า ไม่รู้พวกเจ้าไปทำเรื่องบัดสีอะไรกันมาบ้าง ยังจะแสร้งกลบเกลื่อนไม่รู้เรื่องอีก!
แต่เขาก็นึกได้ว่าคนของนิกายสวรรค์เป็นพวกสมองเบา คงไม่คิดมากหรอก
ปรากฏว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรมากดังคาดจริง ๆ
ไม่นานนักจางเจอก็กลับมา พอถามก็ได้คำตอบว่าทั้งสองไปคนละทิศทาง ไม่มีผู้ใดสงสัยเลยว่าไปลอบคุยอะไรกันหรือเปล่า หรือต่อให้สงสัยอย่างมากก็ย่อมคิดเหมือนเซียวติ้งเฟยว่าในเมื่อสองคนนี้เป็น ‘ท่านพี่กับน้องหญิง’ ก็คงไปทำเรื่องจู๋จี๋อะไรกันมาแน่
หลังจากทั้งขบวนพักเท้าอยู่บริเวณนี้เรียบร้อยแล้วก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทงโจว
เจียงเสวี่ยหนิงอารมณ์ดีอย่างหาได้ยาก
แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมา แม้จะเป็นดวงตะวันฤดูหนาวแต่ก็ยังอบอุ่นอยู่หลายส่วน ไม่รู้ว่าคนของนิกายสวรรค์ไปรู้ข่าวอะไรมาจึงเดินทางด้วยความตึงเครียดกว่าช่วงเช้าเล็กน้อยให้ความรู้สึกไม่เร็วไม่ช้า เหมือนไม่รีบร้อนเดินทางอย่างไรอย่างนั้น
นางพึมพำเบา ๆ ประโยคหนึ่ง “แปลกนัก”
เมื่อจางเจอได้ยินก็ก้มศีรษะเอ่ยเสียงต่ำด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่ง “กำลังรอคนจากทงโจวมาแจ้งข่าว”
เ