ยู่บนดวงพักตร์ขาวผุดผ่องกลับดูเด่นชัดเป็นพิเศษ เฉกเช่นสายสัมพันธ์ในเครือพระประยูรญาติของเชื้อพระวงศ์ เมื่อคลื่นยักษ์สาดซัดเม็ดทรายจนหมด สุดท้ายก็เผยให้เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวบางประการ
เสิ่นจื่ออีมองเห็นเงาร่างของหัวหน้ากองซูผ่านกระจก นางมีท่าทางสงบนิ่งกว่าปกติ ถึงขั้นเผยรอยยิ้มบาง “ข้าไม่เป็นไร หัวหน้ากองซูไม่ต้องเป็นห่วง หากหลังจากนี้เสด็จแม่ทรงทราบไม่แน่ว่าอาจทรงสร้างความลำบากให้เจ้าก็ได้”ปกติองค์หญิงใหญ่ทรงเป็นเช่นนี้ที่ไหนกันเล่า
ก่อนหน้านี้พระองค์เปิดเผยตรงไปตรงมาทำตามพระทัย อยากตรัสอะไรก็ตรัสตามแต่พระทัยยามนี้เมื่อเผชิญหน้าเรื่องใหญ่ในชีวิตกลับทรงสงบนิ่งถึงเพียงนี้
เสิ่นจื่ออีไม่ได้ร้องไห้ ทว่าหัวหน้ากองซูเกือบตาแดงตัดหน้าไปก่อนแล้ว เพียงแต่นางเคร่งครัดกฎระเบียบเสมอมา ไม่ยอมแสดงอารมณ์ความรู้สึกจนเกินไปนัก จึงข่มกลั้นไว้ก่อนจะเอื้อนเอ่ย “ได้ยินว่าพระองค์ไม่ได้เสวยพระกระยาหารเย็น หม่อมฉันไม่สบายใจเอาเสียเลยจึงสั่งให้ห้องเครื่องส่วนพระองค์ทำพระกระยาหารสักอย่างขึ้นมาใหม่ แค่ดื่มน้ำแกงเพื่ออบอุ่นพระวรกายบ้างก็ยังดีเพคะ”เสิ่นจื่ออีกลับมองเพียงแผลเป็นบนใบหน้า ใช้ปลายนิ้วลูบไล้เบา ๆ หลุบตากล่าวว่า “ถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำให้ใจอบอุ่นได้”
หัวหน้ากองซูน้ำตาไหลรินทันที
ในที่สุดเสิ่นจื่ออีก็หมุนร่างกลับมากอดนางข้าหลวงอาวุโสผู้เลี้ยงดูตนจนเติบใหญ่ราวกับต้องการซึมซับพลังงานและความอบอุ่นจากกาย