ิขึ้นรถม้าด้วยตนเอง
เมื่อนางสิ้นสติ ความเจ็บปวดก็เหมือนจะบรรเทาลงไม่น้อย เพียงแต่หัวคิ้วยังขมวดมุ่นดังเดิม
จางเจอเลิกผ้าม่าน คิดจะเข้าไป
ทว่าลังเลครู่หนึ่งก็ยกแขนเสื้อเช็ดหน้าผากอันเรียบลื่นท่วมเหงื่อของนางช้า ๆ เนื่องจากกลัวว่าสายลมเย็นจากภายนอกจะพัดมาต้องเหงื่อจนทำให้นางหนาว
ทางฝั่ายนิกายสวรรค์ นอกจากเสียวเปั่าแล้วก็ยังส่งชายฉกรรจ์มาอีกสองรายตามคาด
คนหนึ่งขี่ม้า ส่วนอีกคนเป็นองครักษ์คุ้มกัน
เสียวเปั่าอยู่ดูแลนางภายในตัวรถ
ขณะที่จางเจอออกมา เสียวเปั่ากำลังยืนอยู่ข้างตัวรถและหันหลังให้เหล่าสาวกนิกายสวรรค์ถึงกับส่งยิ้มให้เขาก่อนจะมุดศีรษะเข้าไปในตัวรถ
แส้ม้าหวดสะบัดกลางราตรีซึ่งกำลังจะล่วงเข้าสู่อุษาโยค
เพลารถขยับหมุน
ไม่นานนักรถม้าก็เลือนลับตา ณ สุดปลายถนนอันเหน็บหนาว
—————-
ฉัวะ
คล้ายบังเกิดเสียงผ้าฉีกขาดท่ามกลางความมืด แล้วก็มีเสียงเหมือนบางอย่างสาดกระเซ็นใส่ผนัง
ตามด้วยเสียงล้มตึงสองครั้งเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงเหล่านี้ตอนสะลึมสะลือ
ต่อมาก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมประหลาดที่ลอยมาชำแรกเข้าปอดระหว่างกำลังหายใจ อาการสะลึมสะลือซึ่งกักขังนางอยู่พลันสลายสิ้นประหนึ่งหยาดพิรุณเย็นสดชื่นห่าใหญ่ตกลงมาชำระล้างฝุั่นดินกลางขุนเขาจนสะอาดสะอ้าน
จากนั้นใครสักคนก็ยัดยาลูกกลอนใส่ปากนาง
ไม่อาจรับรู้รสชาติ ครั้นเข้าปากก็ละลายหมด
นางตื่นจากห้วงนิทรารมณ์ทันใด จดจำความฝันได้เพียงว่าตนไปเยือนยมโลกและถูกผีน้อ