รู้สึกได้ว่าสายตาที่หวงเฉียนมองตนนั้นผิดปกติ ทว่ายามมองเจียงเสวี่ยหนิงกลับปกติดีบัดนี้หวงเฉียนเดินไปสนทนากับเฝิงหมิงอวี่เขาจึงดึงตัวเจียงเสวี่ยหนิง มา
สีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิมอยู่บ้าง
จางเจอย่นหัวคิ้วถาม “ระหว่างทางหวงเฉียนถามอะไรท่าน”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทางว่านอนสอนง่าย ตอบกลับตามสัตย์จริง “เขาถามว่าใต้เท้าจางเป็นอะไรกับข้า ไฉนใต้เท้าจางถึงพาข้าร่วมเดินทางเสี่ยงอันตรายน่ะเจ้าค่ะ”
เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของจางเจออยู่แล้วเขาถามอีก “ท่านตอบไปเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มกระสับกระส่าย นางขบริมฝีปากเบา ๆ พลางลอบสำรวจอากัปกิริยาของจางเจอ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายยังคงความเคร่งขรึมและแข็งกระด้างเช่นชาติก่อน กลับรู้สึกถูกกระตุ้นความคิดอยากจะยั่วเย้าและกลั่นแกล้งขึ้นมา เจียงเสวี่ยหนิงกระพริบตาเอ่ยเสียงเบา“ข้าตอบเจ้าวิหารหวงไปว่า…”
นางกล่าวต่อจนจบ
จางเจอหัวสมองมึนงง
เขาหลุบตามองดรุณีตรงหน้าโดยที่ยังไม่ได้สติกลับคืน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับนึกว่าเขาได้ยินไม่ชัดเจนจึงเข้าประชิดคิดจะพูดซ้ำ เอ่ยเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าตอบไปว่าพวกเราเป็นพี่น้องที่หนี…”
คำว่า ‘ตามกัน’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก สีหน้าของจางเจอก็แปรเปลี่ยน เนื่องจากอยู่ใกล้มากเขาจึงยกมือปิดปากจอมก่อเรื่องของนางทันควันหว่างคิ้วมีแต่ความเคร่งขรึมเย็นชา ตำหนิด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ “เหลวไหล!”
กลางฤดูหนาวอันเย็นเยือก ฝั่