นอกปั่าแห่งนี้ด้วย เวลานี้เป็นฤดูหนาวย่อมไม่มีต้นกำเนิดน้ำ ผืนน้ำจึงนอนนิ่งในแอ่งธาร
แสงตะวันสาดส่องลงมาจากเบื้องสูง ไอหมอกสลายจากพงไพร
แสงอาทิตย์เจิดจ้าซึ่งสะท้อนหักเหจากผิวน้ำฉายอาบเรือนกาย
เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนไปสวมชุดสตรีที่เรียบง่ายและแสนธรรมดาเรียบร้อยแล้ว นางพาดชุดของเขาที่สวมอยู่แต่เดิมกับโขดหินใหญ่ริมฝังแม่น้ำ เนื้อผ้าสีครามอ่อนห่อหุ้มกายนางปราศจากสีสันและลวดลายใด ๆ ดูแล้วไม่คู่ควรกับดวงหน้างามพิลาสเท่าไรนัก
สตรีบางคนบนโลกนี้คล้ายเหมาะจะถือกำเนิดมาใช้ชีวิตแต่ในตระกูลสูงศักดิ์
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงไม่เรื่องมาก นางไม่ได้ใส่ใจชุดบนร่างเท่าใดนัก หันมาขยิบตายิ้มให้ราวกับคาดเดาได้ตั้งแต่แรกว่าเขาจะมาตามหา “ตอนนี้คงถึงเวลาพูดได้แล้วกระมัง”
จางเจออึ้งเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันที
แค่คิดก็รู้แล้วว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสตรีย่อมต้องเลี่ยงหลบผู้คนเพื่อผลัดชุด คนอื่นไม่ได้สนิทสนมกับนาง ย่อมไม่สะดวกจะออกปากเพื่อขอมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทำได้เพียงปล่อยให้เขามาตามหาคนเดียว
ส่วนเขาต้องมาตามหานางแน่อยู่แล้ว
ติดที่เมื่อครู่เขามัวแต่กังวลจนจิตใจสับสนวุ่นวาย จึงไม่ได้นึกถึงประเด็นนี้
เจียงเสวี่ยหนิงถาม “ใต้เท้าจางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
จางเจอตอบอย่างกระชับ “นิกายสวรรค์สมคบคิดกับกบฏผิงหนานอ๋องถือเป็นการก้าวล่วงฝั่าบาท ฉะนั้นตอนที่ราชสำนักกวาดล้างนิกายสวรรค์และสังหารแกนนำคนหนึ่งนามกงอี๋เฉิงจนทราบข่าวภ