โจวอิ๋นจือเล่าต้นสายปลายเหตุให้เซี่ยเวยฟังครบถ้วนทุกประการ หัวใจเขาเต้นรัวอย่างหาได้ยาก ซ้ำยังไม่กล้าเงยศีรษะมองสำรวจสีหน้าของอีกฝั่ายด้วย
เซี่ยเวยเองก็ไม่เอ่ยอะไรเลย
นิ้วมืองดงามซึ่งยามปกติใช้บรรเลงพิณจับพู่กันบัดนี้มีโลหิตซึม ทว่าใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ความรู้สึก เพียงคลายมือวางมีดแกะสลักเปือนโลหิต หยิบผ้าแพรขาวบริสุทธิ์ตรงมุมโต๊ะมาผืนหนึ่งเพื่อกดห้ามเลือด บริเวณที่ผิวถลอกจึงรู้สึกแสบขึ้นมาหลายส่วน
ไม่รุนแรงมากนัก
แม้จะเล็กน้อยเพียงนั้นแต่ความเจ็บปวดกลับแผ่ถึงปลายนิ้ว หากไม่กดไว้โลหิตจะไหลริน ทว่าหากกดจะยิ่งเจ็บแปลบรุนแรงตรงบาดแผล
โจวอิ๋นจือเล่าจบก็พูดว่า “เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ”
ทว่าสายตาของเซี่ยเวยกลับอยู่บนคราบโลหิตหยดเดียวที่เปือนมีดแกะสลัก เขาถามขึ้นมา“แสดงว่าทางฝังรองเสนาบดีเจียงและจวนตระกูลเจียงยังไม่รู้เรื่องนี้หรือ”
โจวอิ๋นจือ “เรื่องนี้ใหญ่หลวง ข้าน้อยมิกล้าตัดสินโดยพลการขอรับ”
ท้องฟั้าเบื้องนอกสว่างแล้ว เกรงว่าอีกไม่นานจวนตระกูลเจียงต้องพบความผิดปกติแน่
เรื่องราวไม่อาจชักช้า
ชั่วพริบตาเดียวก็มีความคิดวาบผ่านสมองของเซี่ยเวยมากมาย แต่ละอย่างล้วนแจ่มชัดเป็นล้นพ้น ทว่าหลังจากผุดขึ้นมาก็สลายวับโดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย
หลงเหลือเพียงบทสนทนาที่คุยกับเจี้ยนซูเมื่อคืนเจี้ยนซู “เหตุการณ์คืบหน้าราบรื่น คนพวกนั้นบุกทลายคุกหลวงเรียบร้อย ส่วนประตูเมืองทางนั้นก็เตรียมการเ