ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว
กลางปั่าเขากว้างใหญ่ ด้านนอกศาลเจ้าผุพังยังพอมองเห็นคนของนิกายสวรรค์เฝั้ารักษาการณ์อยู่ เหตุผลที่พวกเขาคอยเฝั้าเช่นนี้ก็เพื่อปั้องกันการลอบโจมตี ส่วนอีกเหตุผลคือยังพอมีความหวังว่าอีกสักครู่กลุ่มคนที่เดินทางไปประตูเมืองทิศบูรพาอาจจะกลับมา
ทว่าภายในศาลเจ้าร้างมีกองไฟอยู่กองเดียว
สายตาจางเจอสบกับเมิ่งหยางเข้าพอดี
ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าอีกฝั่ายกำลังเข้าใจอะไรผิด
แต่เขาไม่ได้อธิบาย เพียงเดินมาหน้ากองไฟแล้วนั่งลงใกล้ ๆ เมิ่งหยาง เขาหยิบกิ่งไม้มากิ่งหนึ่ง ก่อนจะหักเบา ๆ โยนเข้ากองไฟ แสงเพลิงสีแดงบางเบาส่องกระทบใบหน้าด้านข้าง ในความเรียบเฉยคล้ายแฝงความหดหู่หน่อย ๆ
ยามนี้เส้นผมที่บังใบหน้าเมิ่งหยางถูกเสยออกพอสมควร เผยให้เห็นใบหน้าเกินครึ่งซึ่งปราศจากความโหดเหี้ยมดุร้ายใด ๆ ตรงข้ามกลับดูสงบนิ่งประหนึ่งอยู่ในห้วงสมาธิ มองเช่นไรก็ไม่เหมือนผู้ที่สังหารคนในครอบครัวทั้งสิ้นห้าสิบกว่าชีวิตแต่คนโฉดชั่วอำมหิตบนโลกนี้จะมีสักกี่คนเล่าที่มีใบหน้าชั่วร้าย
ริมฝีปากของเมิ่งหยางประดับรอยยิ้มบาง
เขากวาดตามองร่างของผู้ที่กำลังหลับสนิทโดยรอบ แล้วพูดเสียงแหบแห้งราวกับมีดถูกลับคมโดยไม่กลัวใครได้ยิน “เคยได้ยินตั้งแต่สองปีก่อนจะเข้าคุกแล้วว่ากู้ชุนฟางแห่งมณฑลเหอหนานมีผู้ใต้บังคับบัญชาเปียมความสามารถอยู่ผู้หนึ่ง ละเอียดรอบคอบมองอะไรทะลุปรุโปร่งตัดสินคดีความชำนาญยิ่ง ใต้เท้าจางได้ชื่อว่าเป็นขุ