สีหน้าของนางเหมือนตอนแกล้งงอนเขาเมื่อหลายปีก่อนเสียเหลือเกิน
แต่เยี่ยนหลินรู้ว่านางจริงจัง
เขานึกเสียดายขึ้นมาทันที เสียดายที่อีกไม่นานต้องไปจากเมืองหลวง ไม่เช่นนั้นก็อยากรู้นักว่าจางเจอผู้นั้นมีความสามารถอันใดกันแน่ ถึงทำให้หนิงหนิงของตนเคลิบเคลิ้มหลงใหลปานนี้
ทว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่เลวเลยกระมัง
เขาเหลือบสายตามองเงาร่างของโจวอิ๋นจือซึ่งเห็นอยู่รำไรบนทางเดินอีกฟากหนึ่งของคุกหลวง เงียบงันพักหนึ่งก็ตัดสินใจเอื้อนเอ่ย “เจ้าควรไปได้แล้ว”
ถึงกับแอบเข้ามายังสถานที่อย่างคุกหลวงเพื่อเยี่ยมนักโทษผู้อีกไม่นานจะโดนเนรเทศ ถือว่าขวัญกล้ามาก
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้ว่าหากอยู่นานเกินไปจะสร้างความลำบากให้โจวอิ๋นจือ
ต่อให้อาลัยอาวรณ์เพียงใด นางก็ยังลุกขึ้นอยู่ดี “เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ”
เพียงแต่เดินไม่กี่ก้าวไปถึงหน้าประตู ฝีเท้ากลับหยุดชะงัก
เยี่ยนหลินมองนาง
ส่วนนางก็จับจ้องเขาพร้อมรอยยิ้ม “กระบี่ที่เจ้ามอบให้ข้ายังอยู่ วันนี้ไม่อาจนำมาส่งมอบดังนั้นจะเก็บไว้รอให้เจ้ามารับในภายหน้า”
เยี่ยนหลินนึกถึงกระบี่เล่มนั้นที่ตนฝากให้นางช่วยเก็บไว้ พลอยแย้มยิ้มตาม “คำไหนคำนั้น”
เจียงเสวี่ยหนิงพูด “คำไหนคำนั้น”
เมื่อสนทนาถึงตรงนี้นางก็หมุนกายดึงเสื้อคลุมกันลมให้ตั้งขึ้นอีกครา ห่อหุ้มตนเองแน่นหนา จากนั้นเดินไปหาโจวอิ๋นจือ
โจวอิ๋นจือลอบโล่งอกเมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมา เขาไม่เอ่ยวาจา เพียงนำหน้าจะพานางออกจากที่น