ไม่ได้สติคืนกลับ
เมื่อถูกเยี่ยนหลินดึงร่างก็สะดุดโดยไม่ทันระวัง โชคดีอีกฝั่ายตอบสนองว่องไว ช่วยประคองเอาไว้ได้จึงไม่ถลาล้ม
ท่าทางงุนงงเหม่อลอยสติไม่อยู่กับตัวเช่นนี้ทำให้เยี่ยนหลินต้องถอนหายใจ “เห็นสภาพเจ้าเป็นเช่นนี้ ต่อให้ข้าไปหวงโจวแล้ว เกรงว่าคงไม่อาจวางใจได้แน่”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสียหน่อย”
เยี่ยนหลินนั่งลงบนเตียงที่เรียกได้ว่าซอมซ่อซึ่งตั้งอยู่มุมกำแพง ตบบริเวณด้านข้างเรียกให้นางมานั่ง “ข้ารู้ ถ้าโง่จริงคงไม่ถึงขั้นใช้ให้โจวอิ๋นจือ มาลอบส่งข่าวหรอก คราวนี้เขาก็เป็นคนช่วยพาเจ้าเข้ามาเหมือนกันใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เยี่ยนหลินบอก “คนผู้นี้จิตใจทะเยอทะยานแต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายมากนัก ปกติแล้วต้นหญ้าตามกำแพงมักคอยเอนลู่ไหวตามลมทางนั้นทีทางนี้ที ขอเพียงเจ้าเป็นสายลมที่แข็งแกร่งที่สุด คนพวกนั้นก็ไม่มีทางไปจากเจ้า เพียงแต่หากเจ้าไม่ได้คิดจะเป็นสายลมอันแข็งแกร่ง สุดท้ายระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า”
เรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดี
นางนั่งลง หลุบตานิ่งเงียบ
ชายหนุ่มหญิงสาวนั่งเคียงคู่กันภายในห้องขังอันคับแคบและมืดมิด เหมือนยามบ่ายอันแสนสุขสบายให้ความรู้สึกเกียจคร้านเมื่อหลายปีก่อนเขาและนางปีนขึ้นกำแพงเรือน นั่งเคียงกันแกะเปลือกข้าวหัวไก่ที่เพิ่งนำกลับมา มองหน้ากันพลางหัวเราะร่วน สองขาห้อยแกว่งไกวจากบนกำแพง อีกทั้งยังเหมือนตอนพากันแอบย่องไปที่ภูเขาหลังวัด นั่งพ