เจตนาเดิมของเซี่ยเวยไม่ใช่เรียกนางมาทดสอบผลการเรียนอยู่แล้ว แต่ต้องการซักถามเรื่องของตั๋วเงินก่อน จากนั้นค่อยตรวจดูว่านางดีดพิณเป็นเช่นไรบ้าง ขณะนั้นเองเจี้ยนซูที่อยู่ข้างนอกกลับรีบรุดเข้ามารายงาน “หน่วยงานสามตุลาการกำลังจะไต่สวน ฝั่าบาททรงมีรับสั่งให้ท่านไปด้วยขอรับ”
เซี่ยเวยหยุดชะงัก ตอบกลับว่า “จะไปเดี๋ยวนี้”
บัดนี้จะยังมีคดีอะไรเสียอีกที่ต้องไต่สวนโดยหน่วยงานสามตุลาการ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ทันที สีหน้าทวีความกังวลหลายส่วน ไม่มีเรี่ยวแรงจะถกเถียงเรื่องเงินห้าหมื่นตำลึงกับเซี่ยเวยแล้วด้วยซ้ำ
เซี่ยเวยไปศาลาว่าการกรมอาญา ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงเดินทางกลับจวน
นางอารมณ์หดหู่ตลอดทาง
ขณะรถม้าจอดเทียบหน้าประตูจวนและนางเลิกผ้าม่านยื่นศีรษะออกมา กลับได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากภายนอก “ข้ายังนึกอยู่เลยว่าวันนี้ช่างโชคร้าย ทั้งที่ออกจากวังเพื่อมาหาเจ้าโดยเฉพาะแต่มาไม่ทันตอนเจ้าอยู่จวนเสียได้ คิดไม่ถึงว่ารอไม่นานเจ้าก็กลับ”เสียงนี้เย็นกระจ่างใส ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยเหลือเกิน
ดวงตานางลุกวาบแทบจะทันทีที่ได้ยิน พลันหันมองต้นเสียงพลางร้องเรียกด้วยความตื่นเต้นยินดี “องค์หญิงใหญ่!”
ผู้ที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยความสง่างามอยู่หน้าประตูคือเสิ่นจื่ออีนั่นเอง
วันนี้นางสวมชุดขี่ม้าสีฟั้าสดยืนอยู่หน้าอาชาพ่วงพีสีแดงพุทรา เนื้อผ้าบริเวณเอวและข้อมือรัดแน่น เรือนผมดกดำขมวดรัดเป็นเปีย นิ้วมือเรียว