นอ ข้าถึงได้เสนอชื่อเจ้าอย่างไรเล่า”
จางเจอพลันช้อนตามองกู้ชุนฟาง
กู้ชุนฟางย่นหัวคิ้วอย่างน้อยครั้งจะทำ แต่เขารู้สึกว่าการทำเช่นนี้ออกจะดูตึงเครียดเกินไปสักหน่อยจึงคลายหัวคิ้วออกอีกครา ถอนหายใจพูดกลั้วหัวเราะ “ข้าคงแก่มากแล้วจนเริ่มขี้ระแวงรู้สึกว่าถึงแม้รองราชครูเซี่ยจะยังหนุ่มแน่นท่าทางไม่แก่งแย่งชิงดีทางโลก แต่ความคิดความอ่านกลับลึกซึ้ง ฉลาดเฉียบแหลมล้ำลึก มิได้เรียบง่ายเช่นเปลือกนอก ตอนข้าอายุเท่าเขาข้ายังเป็นแค่เด็กหนุ่มไร้สมองที่ชนกับผู้อื่นในราชสำนักอย่างยอมหักไม่ยอมงอจนต้องเจ็บตัว ไม่รู้ความอันใดทั้งสิ้น หวังว่าข้าจะขี้ระแวงเกินไปเองก็แล้วกัน…”
จางเจออับจนวาจา
กู้ชุนฟางยื่นมือไปตบบ่าเขาเบา ๆ “คราวนี้ลำบากเจ้าแล้วนะ จริงสิ ช่วงนี้สุขภาพของมารดาเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”จางเจอ “พอย้ายมาอยู่เมืองหลวงอาการก็ดีขึ้นบ้าง กินยาพร้อมกับพักฟืนร่างกายไปด้วยเพียงแต่ท่านอยู่ว่างไม่ได้ มักจะหางานอะไรทำที่บ้านอยู่เรื่อยเลยขอรับ”
ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่
กู้ชุนฟางส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ “เจ้าเป็นลูกกตัญู หากพวกไม่ได้ความที่บ้านข้าเป็นได้อย่างเจ้าสักครึ่งหนึ่ง ข้าคงไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว!”
แสงตะวันค่อย ๆ ทอดลาลับ ทั้งสองคนเดินออกจากวังหลวง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามผู้ที่อยู่ในหอจดหมายเหตุหลวงใต้ก็ออกมา
ขณะเซี่ยเวยเดินออกจากประตูวัง ใบหน้ายังเปียมด้วยรอยยิ้ม
แต่ครั้นขึ้นรถม้า สีหน้าอบอุ่นและเป็นมิตรเมื่อค