รานางอ่านอย่างละเอียดถ้วนถี่อยู่หลายรอบ ครั้นไม่พบสิ่งผิดปกติอันใดก็ส่งคืนให้โจวอิ๋นจือ บอกให้เขาพาคนผู้นี้ไปส่งจดหมายที่วัดไปั๋กั่ว รอให้คนจากนิกายสวรรค์มาติดกับ
โจวอิ๋นจือสั่งให้คนดักซุ่มอยู่ละแวกนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไปในคืนนั้น
คาดไม่ถึงว่าเย็นวันต่อมาโจวอิ๋นจือจะจับตัวคนได้จริง แต่บนร่างของคนที่จับกุมได้กลับมีจดหมายแค่ครึ่งฉบับ!
นอกจากนี้คนผู้นั้นยังไร้ซึ่งความตื่นตระหนกประหนึ่งคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพียงกล่าวเจือหัวเราะกับโจวอิ๋นจือว่า “พวกข้ารู้ตัวตั้งแต่เมื่อวานตอนผู้คุมกองพันโจวพาตัวคนไปแล้ว เมื่อท่านเอาจดหมายฉบับนั้นกลับไปก็เดาว่าเป็นกับดัก คิดว่าไอ้เจ้าเศษสวะนั่นมันคงบอกท่านไปหมดแล้วแน่ดังนั้นข้าน้อยไม่ขออ้อมค้อมอีก พวกข้าน้อยคือสายลับที่นิกายสวรรค์ลอบส่งมาขยับขยายอำนาจ จะไม่ติดต่อกับผู้ใดนอกจากกงอี๋เซียนเซิงอย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับข่าวคราวจากเซียนเซิงแม้แต่น้อย เกรงว่าคงประสบเหตุร้ายหรือไม่ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของราชสำนักแล้ว กงอี๋เซียนเซิงสั่งการเอาไว้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งจดหมายฉบับนี้ไปถึงกรมอาญาให้จงได้ แต่แผนการดังกล่าวถูกพวกท่านทำลาย คิดว่าคงทำไม่สำเร็จแล้ว พวกข้าเป็นแค่ชนชั้นต่ำต้อย ไม่จำเป็นต้องสละตัวเองเพื่อเรื่องนี้หรอก คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ สิ่งที่ต้องการไม่มีอะไรมากไปกว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ จดหมายครึ่งฉบับ