ายดายเจ้าจงติดต่อกับคนพวกนั้นตามปกติ บอกพวกมันว่าได้โอกาสที่หน่วยงานสามตุลาการจะไต่สวนแล้ว ถึงเวลามอบจดหมายฉบับนั้นออกมา เจ้าจงเขียนจดหมายและไปในยามจื่อของคืนนี้ อย่าเล่นลูกไม้เป็นอันขาด”
คนผู้นั้นหวาดผวายิ่งนัก “ไม่ ไม่ หากนิกายรู้เข้า…”
หัวคิ้วของเจียงเสวี่ยหนิงกดลึกกว่าเก่า
โจวอิ๋นจือมองนางแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นไม่สู้ท่านหลบออกไปสักครู่?”
พูดจบเขาก็ฉีกผ้าขี้ริ้วมายัดปากคนผู้นั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วจึงถอยออกไป
นางยืนอยู่ใต้ชายคาด้านนอกไม่นานนักก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนผ่านผ้าที่อุดปากดังออกมาจากข้างใน นอกจากนี้ยังมีเสียงกระแทกเสาอย่างรุนแรงและเสียงเสียดสีแหลมแสบแก้วหูของโซ่เหล็กด้วย ผ่านไปสักพักก็หยุดลงอาจเพราะผ้าขี้ริ้วที่ใช้อุดปากถูกเอาออกแล้วดังนั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดระคนเสียงหอบหายใจหนัก ๆ ของคนผู้นั้นจึงดังออกมา
ทว่าก็ดูเหมือนจะอ่อนแรงกว่าช่วงก่อนหน้านี้มากนัก
โจวอิ๋นจือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จะเขียนหรือไม่เขียน?”
คนผู้นั้นไม่กล้าดื้อดึงขัดขืนอีกต่อไป รีบตอบกลับว่า “เขียน เขียน ข้าเขียน”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าโจวอิ๋นจือต้องใช้วิธีการอันโหดเหี้ยมอำมหิตขององครักษ์เสื้อแพรบีบบังคับให้คนผู้นี้ยอมจำนนเป็นแน่
เว่ยซีรีบไปนำกระดาษกับพู่กันมาทันที
คนผู้นั้นเขียนจดหมายด้วยอาการตัวสั่นงันงก
ครั้นเขียนเสร็จแล้วโจวอิ๋นจือก็อ่านรอบหนึ่งก่อนจะนำมาให้เจียงเสวี่ยหนิงอ่านผ่านตาอีกค