วามอบอุ่นใด ๆ
มีเพียงหางลูกศรสีทองที่สะท้อนแสงนภาซึ่งมืดสลัวลงเรื่อย ๆ จึงเผยแสงสว่างออกมาหลายส่วน
น้ำเสียงของกงอี๋เฉิงไม่ใช่เจตนาพูดคุย แต่เป็นการสั่งสอน เนื่องด้วยคิดว่าตนอาวุโสกว่าและมีประสบการณ์กับผลงานในนิกายสวรรค์มากกว่าเซี่ยเวย ย่อมมีคุณสมบัติจะสั่งสอนอีกฝั่าย
ในคำพูดยังถึงขั้นแฝงการเตือนและข่มขู่อยู่ไม่น้อย
หลังจากเรื่องคราวนี้เซี่ยเวยจะต้องสูญเสียความไว้วางใจจากเจ้านิกาย และกงอี๋เฉิงจะไม่ให้เซี่ยเวยมีฐานะอยู่ระดับเดียวกับตนอีกแน่ เขาจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามว่า “‘ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ใต้หล้าเสมอภาค’ มันก็เป็นแค่คำขวัญของนิกายที่ใช้จูงใจคน หากคิดทำการใหญ่ย่อมต้องเสียสละพวกที่ไม่สำคัญไปบ้าง ดังนั้นที่เสียสละจวนหย่งอี้โหวไปก็ไม่เห็นเป็นไร! ยามอยู่ในช่วงกลียุค วิญูชนก็เป็นได้เพียงเศษสวะ ใต้หล้านี้มีแต่วีรบุรุษเท่านั้นถึงจะก่อการพลิกฟั้าคว่ำแผ่นดินได้!”
ยามอยู่ในช่วงกลียุค วิญูชนเป็นได้เพียงเศษสวะ ใต้หล้านี้มีแต่วีรบุรุษเท่านั้นถึงจะก่อการพลิกฟั้าคว่ำแผ่นดินได้
เซี่ยเวยไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน
จวบจนลูกศรทองในมือเขาดอกนั้นไม่ทอแสงสะท้อนอีก เขาถึงกล่าวอย่างเนิบช้าออกมาประโยคหนึ่ง “ท่านพูดถูก”
กงอี๋เฉิงพูดมาตั้งมากมาย สุดท้ายจึงยกน้ำชาขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งเพื่อทำให้ชุ่มคอ พูดต่อโดยไม่หันหน้าไปมองสีหน้าเซี่ยเวยแม้แต่น้อย“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ต้องสอดมือยุ่งงานของนิกาย