ข่าวที่ได้รับมาอย่างกะทันหันเล่นเอาเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจทำใจได้ไปชั่วขณะ
นางนิ่งงันอยู่นาน ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียงราวกับละเมอ “นี่มันเรื่องอะไรกัน…”
โหยวฟางอิ๋นจึงบอกต้นสายปลายเหตุ
อันที่จริงเรื่องราวหาได้สลับซับซ้อนแม้แต่น้อยไม่
หลังจากโหยวฟางอิ๋นได้ฟังเจียงเสวี่ยหนิงวิเคราะห์สภาพความเป็นอยู่ภายในจวนของตนคราวก่อน นางก็ใคร่ครวญอย่างหนักว่าพอจะมีวิธีการอะไรบ้างที่จะทำให้ตนได้ออกจากจวนปั๋ออย่างปลอดภัย หากหลบหนีก็อาจถูกจับตัวกลับมา จุดจบจะน่าอนาถยิ่งกว่าเดิม หากจะตั้งจวนขึ้นเอง นางก็ยังไม่มีความสามารถเช่นนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็น ‘เจ้าบ้านสตรี’ เลย คิดไปคิดมาก็นึกคำว่า ‘แต่งงาน’ ขึ้นมาได้
หากหาคนมาแล้วแต่งงานออกไปเสีย เช่นนี้ตนก็จะได้ออกจากจวนโหวอย่างถูกต้องและราบรื่นแล้วมิใช่หรือ
ทว่าจะหาผู้ใดมาสู่ขอตนดีเล่า
นอกจากนี้ตามจารีตที่เป็นมาแต่อดีต ‘อยู่บ้านต้องเชื่อฟังบิดา แต่งงานต้องเชื่อฟังสามี เมื่อสามีสิ้นต้องเชื่อฟังบุตร[1]’ หากนางแต่งออกไปแล้วสถานการณ์ยังเป็นเช่นเดิม กระทั่งว่ายังแย่กว่าเดิมอีกเล่า นั่นไม่เท่ากับว่าสิ่งที่ทำลงไปเสียแรงเปล่าอย่างนั้นหรือ
ดังนั้นผู้ที่จะมาสู่ขอนางก็ควรดีพอหรือไม่ก็ให้ความร่วมมือมากพอจึงจะเยี่ยมที่สุด
คืนนั้นโหยวฟางอิ๋นจึงเขียนรายชื่อบุรุษที่ตนรู้จักทั้งหมดลงบนกระดาษพลางไล่คิดทีละคน ถึงขั้นนับรวมลูกพี่หวังอันซึ่งทำหน้าที่เฝั้าประตูจวนโหวด้วย
แต่พวกเ