ริ้วอย่างรุนแรง รับสั่งให้กักบริเวณองค์หญิงใหญ่อยู่ในวังหลวงด้วยพระองค์เอง เพียงแต่ถึงอย่างไรก็เป็นพระกนิษฐาของฝั่าบาท ไม่มีทางเป็นอะไรแน่ ขอให้คุณหนูรองโปรดวางใจได้ขอรับ”
วางใจ?นี่มีตรงไหนให้วางใจได้บ้าง?
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มขื่น “ข้ารู้แล้ว ขอบใจเจ้ามาก”
บัดนี้วังหลวงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ต่างคนต่างรักษาตัวรอด เนื่องจากก่อนหน้านี้เกิดคดีหยกหรูอี้ ทำให้กลัวว่าจะถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องการก่อกบฏในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานหากปราศจากกิจธุระอันใด ทุกคนต่างไม่กล้าออกมาข้างนอก
การที่เจียงเสวี่ยหนิงมาพบเจิ้งเปั่าก็ถือว่าเสี่ยงเช่นกัน
ครั้นนางถามเสร็จแล้วก็เตรียมตัวจะจากไปอย่างไรเสียช่วงบ่ายเซียวไทเฮาก็เรียกตัวพระสนมและพระสหายร่วมศึกษาที่เรือนหยางจื่อเช่นพวกนางให้ไปชมดอกเหมยและหิมะ ทุกคนกำลังเตรียมตัวกัน หากนางไปสายก็ยากจะเลี่ยงความสงสัยได้
คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะก้าวไปได้ก้าวเดียว เจิ้งเปั่ากลับเรียกรั้งตัวนางเอาไว้ “คุณหนูรอง…”
เจียงเสวี่ยหนิงหมุนกายกลับมา “มีอะไรหรือ?”
เจิ้งเปั่าอ้าปาก คล้ายลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ยังกล่าวเตือนอยู่ดี “งานชมดอกเหมยและหิมะช่วงบ่าย หากท่านหลบเลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องเข้าร่วม ทางที่ดีที่สุดคืออยู่ให้ห่างจากเวินเจี๋ยอวี๋[1]นายหญิงของเรือนพีเซียงสักหน่อยนะขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งในบัดดล
นางใคร่ซักถามให้มากกว่านี้
แต่เจิ้งเปั่ากลับไม่พูดสิ่งใดอีก ค้อมกายค