รหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ใช่ว่าเมื่อครู่เสิ่นจื่ออีจะไม่ได้ยินคำพูดของจางเจอเสียหน่อย ฉะนั้นนางจึงไม่เห็นติ้งกั๋วกงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย “ประการแรก พระราช-โองการขัดกับกฎหมาย ใต้เท้าจางแห่งกรมอาญากล่าวถูกต้อง เจ้าควรกลับไปประทับตราประการที่สอง เปินกงจู่ไม่สนใจหรอกว่าราชสำนักของพวกเจ้าจะมีเรื่องอะไร ขนาดนักโทษประหารยังต้องกินอาหารมื้อดี ๆ สักมื้อหนึ่งวันนี้เป็นพิธีสวมกวานของเยี่ยนหลิน ยังดำเนินพิธีการไม่เสร็จสิ้น ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำตามอำเภอใจเด็ดขาด! เจ้าจงถอยออกไปเดี๋ยวนี้ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าลูกชายของเจ้าเสีย!”
ความเด็ดขาดและจิตสังหารที่ฉายผ่านสีหน้านางยามนี้เป็นสิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ความอ่อนแอขณะร่ำไห้กอดนางที่ตำหนักหมิงเฟิงคืนนั้นถูกเกราะอันแข็งแกร่งนี้ปิดบังจนหมดสิ้น
งามสง่าเยือกเย็นอย่างแท้จริง!
เยี่ยนหลินอึ้งงันนับตั้งแต่จางเจอเอ่ยปากต่อมาเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกับเสิ่นจื่ออีลงมือก็ยิ่งยืนตัวแข็งทื่อมองอยู่ที่เดิม
ขุนนางบุ๋นบู๊ขั้นสูงที่มาร่วมพิธีต่างก็ไม่พอใจที่เซียวหย่วนนำพระราชโองการไร้ตราประทับมาและแอบอ้างใช้พระราชอำนาจของเบื้องสูงเช่นกัน นอกจากนี้เมื่อมีเสิ่นจื่ออีออกมาพูดสุดท้ายจึงพากันเอ่ยเสริมอย่างทนดูต่อไปไม่ได้“บุรุษทำพิธีสวมกวาน เปลี่ยนจากเด็กน้อยกลายเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตนี้มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นไฉนติ้งกั๋วกงต้องตัดรอนกันขนาดนี้ด้วย?”
“นั่นสิ เช่นนี้รังแก