มาเซี่ยเซียนเซิงเคยบอกลูกว่า หวังซินอี้กงกงจากกองกำกับฎีกาคิดจะรับเขาเป็นศิษย์ อีกไม่นานจะเสนอชื่อเขาไปถวายงานข้างพระวรกายฝั่าบาทเจ้าค่ะ…”
ขณะเอ่ยถึงท้ายประโยค แม้ว่าโดยรอบจะปลอดคน แต่นางยังคงลดระดับเสียงลงไปมาก มีเพียงเจียงปั๋อโหยวที่ได้ยิน
เรื่องที่เจิ้งเปั่าจะได้เป็นลูกศิษย์หวังซินอี้และได้ไปทำงานกองกำกับฎีกานี้ เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่ได้รู้มาจากเซี่ยเวย ตอนนั้นเซี่ยเวยไม่ได้มีเจตนาจะบอกนางเรื่องนี้โดยเฉพาะเสียด้วยซ้ำทว่าสิ่งนี้หาใช่อุปสรรคต่อการยกเซี่ยเวยออกมาอ้างชั่วคราวไม่
เป็นอย่างที่คิด เมื่อนางเอ่ยเรื่องนี้ออกมาเจียงปั๋อโหยวก็มีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ผู้ที่คลุกคลีในวงราชการมานาน แต่ไหนแต่ไรมา ‘แม้เพียงได้ยินทำนองดนตรีก็ล่วงรู้เจตนา’ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ถ้วนถี่ก็เข้าใจความหมายที่ซุกซ่อนอยู่ได้แล้ว
คนตระกูลเจิ้งผิดใจกับคุณชายเซียวเยี่ยผู้ถูกกำหนดอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะได้สืบทอดตระกูล ที่จริงแล้วก็หาใช่ความผิดของคนตระกูลเจิ้งไม่ เพียงแต่เซียวเยี่ยออกท่องเที่ยวนอกเมืองหลวงและไปถูกใจภูเขาซึ่งมีที่ดินด้านล่างแห่งหนึ่ง คิดจะล้อมรั้วเป็นลานล่าสัตว์ สร้างเป็นคฤหาสน์ฤดูร้อนของตนเอง ดังนั้นจึงขับไล่ผู้อื่นโดยรอบออกไปเสีย
สุสานบรรพชนและที่นาของตระกูลเจิ้งอยู่ตรงนั้นพอดี
ตอนแรกคนตระกูลเจิ้งคิดว่าจะไปคุยด้วยเหตุผลกับตระกูลเซียวได้ คิดไม่ถึงว่าเมื่อฟั้องร้องถึงที่ว่าการกลับทำให้เซีย