็บปวดทุกข์ทรมานที่คนไม่รู้อีกตั้งเท่าไรมิอาจทราบ…
ขอเพียงนึกถึงก็รู้สึกประหนึ่งอวัยวะภายในถูกเพลิงแผดเผา จิตใจไม่เป็นสุข!
ยามนี้เขาทำได้เพียงเอื้อมมือไปหาชายหนุ่มตรงหน้าด้วยอาการสั่นเทา
เซี่ยเวยลุกขึ้น เดินไปข้างเตียงเขา ครั้นยื่นมือไปหาก็ถูกเยี่ยนมู่กำเอาไว้แน่น เรี่ยวแรงนั้นช่างมหาศาล ถึงกับบีบเสียจนรู้สึกเจ็บ
ครั้นเซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นมองก็สบเข้ากับนัยน์ตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยของเยี่ยนมู่!
สิ่งที่อัดแน่นอยู่ภายในคือความเกลียดชังอันถั่งท้น ความเคียดแค้นอันมหาศาล!
สุดท้ายก็สลายกลายเป็นความโศกสลดล้ำลึก
เขาทอดสายตามองเซี่ยเวย กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ตอนท่านมา เบื้องหน้าเรือนชิ่งอวี๋น่าจะมีต้นอิงเถาอยู่ต้นหนึ่ง ปลูกมาได้ยี่สิบสองยี่สิบสามปีแล้ว ตอนเพิ่งจะปลูกในสมัยนั้นยังออกผลไม่มากนัก เด็กคนนั้นนั่งอ่านตำราอยู่บนบันไดใต้ชายคา มักมองต้นอิงเถาโดยหวังทุกวี่วันว่าผลอิงเถาจะสุกงอม บัดนี้เติบโตจนสูงใหญ่และมีใบดกหนาแล้ว ครั้นถึงฤดูคิมหันต์ก็จะมีผลสีแดงห้อยประดับใต้ใบสีเขียวด้วย ยามเมื่อคิมหันต์ปีหน้ามาเยือน เซี่ยเซียนเซิงลองไปเด็ดมาชิมดูสิ หวานกว่าเมื่อหลายปีก่อนมากนัก…”
ก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอเซี่ยเวย ผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าวเสียงเบาจนแทบจะไม่ได้ยินออกมาคำหนึ่ง “ได้”
เมื่อเยี่ยนมู่กล่าวจบก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อยเขาไม่เคยถามว่าหากเด็กคนนั้นยังมีชีวิตและยังอยู่บนโลกนี้ ไยจึงไม่มาแ