เจียงเสวี่ยหนิงหลังจากมอบขนมแผ่นท้อของเมื่อวานให้โจวเปั่าอิงไปครึ่งหนึ่ง นึกถึงคราใดก็ชอกช้ำใจอยู่บ้าง
นางก้มหน้าเดินตามเซี่ยเวยเข้าตำหนักข้าง
เซี่ยเวยก็ไม่มองนางเช่นกัน เพียงชี้โต๊ะพิณภายในตำหนักอย่างเรียบเฉย “ฝึกพิณเถอะ”
ตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่รู้สึกอะไร
ที่ผ่านมาเซี่ยเวยเป็นคนพูดน้อย ประโยคหนึ่งก็เอ่ยเพียงไม่กี่คำ นางจึงเคยชินแล้วคราวก่อนจิตใจไม่สงบ คราวนี้กลับสงบนิ่งอยู่บ้าง
เมื่อนั่งลงและบรรเลงเสร็จ นางยังรู้สึกเลยว่าตนเองทำได้ไม่เลว อยากลองฟังเสียหน่อยว่าเซี่ยเวยจะว่าเช่นไร
คิดไม่ถึงว่าระหว่างฟังพิณเซี่ยเวยจะมองนอกหน้าต่างตลอดเวลา จวบจนเสียงพิณเงียบไปถึงได้หันศีรษะกลับมามองนาง “ขณะยกมือยังใจลอยอยู่ ทำให้ดีดรีบร้อนไปบ้าง กึ่งกลางค่อนข้างดี ช่วงท้ายกลับมาใจลอยอีกแล้ว เจ้ารู้สึกพอใจเช่นนี้ทีไร ไม่นานก็มักจะทำให้คนรู้สึกไม่พอใจอยู่ร่ำไป ความคุ้นชินจะก่อให้เกิดทักษะ เช่นนั้นก็ควรทำความคุ้นเคยและสงบจิตใจอีกสักหน่อยจะดีกว่า”เจียงเสวี่ยหนิงเหลือบมองนิ้วมือตนราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เซี่ยเวยกลับเอ่ยขึ้นมาอีกว่า “งอนิ้วเร็วเกินเสียงจึงเร่งกระชั้น ต้องรอให้เสียงก่อนหน้านี้ใกล้เงียบก่อนค่อยเพิ่มเสียงใหม่เข้าไป”
ดังนั้นในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงจึงพอจับเค้าได้ราง ๆ แล้วว่า…
เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพิณเลย
แต่เกี่ยวกับตัวเซี่ยเวยล้วน ๆ
ปกติแล้วเขาเป็นคนไม่ค่อยยิ้มแย้ม ส่วนรอยยิ้มจาง