ๆ ซึ่งมักประดับในดวงตานั้นส่วนใหญ่เป็นไปตามมารยาทมากกว่า ทว่าขอเพียงสีหน้าเผยความอ่อนโยนออกมาสักครึ่งส่วน นั่นก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้อาบไล้ใต้สายลมแห่งวสันต์
ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
แต่ในตำหนักข้างแห่งนี้ โดยมากเขาจะย่นหัวคิ้วและยิ้มพลางตำหนินางอย่างเย็นชายามปลอดคน
อย่างไรก็ตามวันนี้ทุกสิ่งกลับเฉยชา
ไม่ใช่เย็นชา แต่เป็นเฉยชา
แม้คำพูดและการกระทำของเขาคล้ายไม่ต่างจากยามปกติ แต่เจียงเสวี่ยหนิงก็รับรู้ได้ว่าเหมือนเขาจะทำตัวห่างเหินขึ้นเล็กน้อย ราวกับมีอะไรขวางกั้นระหว่างกันชั้นหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
ความคิดนี้ปรากฏอย่างรวดเร็วและเด่นชัดตรงไปตรงมานัก
กระทั่งว่านางยังไม่ทันได้ลำดับความคิดเลยว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยิ่งไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเสียด้วยซ้ำ
ห้วงความคิดโบยบิน เมื่อกะพริบตาก็หวนคืนสู่พิณ
แตร๊ง…
เจียงเสวี่ยหนิงทดลองทำตามคำชี้แนะของเซี่ยเวยอีกครา แต่กลับแย่กว่าเมื่อครู่อีกกลายเป็นว่านางทำผิดจากที่ควรจะทำเสียอย่างนั้น
นางมองเขาอย่างทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
สายตาของสาวน้อยเปียมด้วยความงุนงงสงสัย คล้ายอยากเอ่ยปากถามอะไรเขา แต่ก็ไม่กล้าเปล่งวาจาสักเท่าไรเซี่ยเวยจึงคิดขึ้นมาได้ว่า นางคล้ายเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด นั่นคือหวาดกลัวเขา
ทว่าการเรียนพิณ หากพูดอย่างเดียวย่อมเปล่าประโยชน์
เขาเคลื่อนฝีเท้ามาถึงข้างกายเจียงเสวี่ยหนิงวางตำราลงบนขอบโต๊ะของนางเบา ๆ แล้วโน้มกายจะใช้นิ้วแตะบนส