ครู่หนึ่งคล้ายกำลังใคร่ครวญก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องตรวจค้นเรือนหยางจื่อข้าเป็นคนทำเอง แต่ทั้งหมดนี้เพียงเกิดจากความเข้าใจผิดอันเหลวไหลเท่านั้น แท้จริงแล้วข้าไม่ได้มีเจตนาคิดหาเรื่องเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าอีกฝั่ายน่าสนใจมากขึ้นมาทันใด
นางเคลื่อนสายตากลับไปมองเซียวซูพลางยิ้มแย้มเล็กน้อย “ข้าก็รู้เช่นกัน”
คำกล่าวเช่นนี้ชวนให้ขบคิดอยู่บ้าง
ทั้งสองคนกำลังหยั่งเชิงกันอยู่
อันที่จริงนับตั้งแต่รู้ว่ามีบุคคลชื่อเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ เซียวซูก็ไม่เคยเห็นคนผู้นี้เป็นศัตรูของตนเลย ประการแรก ตัวนางเองถือกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะส่งผลคุกคามนางได้มีน้อยนัก ประการที่สอง เจียงเสวี่ยหนิงกับนางปราศจากความขัดแย้งด้านผลประโยชน์
หากจะเป็นศัตรูของนางได้ ก็ต้องไม่อาจขาดทั้งสองประการนี้
อย่างไรก็ตามหลังจากเข้าวังหลวง ทุกสิ่งคล้ายเกิดความเปลี่ยนแปลง
เจียงเสวี่ยหนิงได้รับความสำคัญอย่างชัดเจนแม้ชาติกำเนิดไม่อาจเทียมทัด แต่ยามอยู่ในวังหลวงกลับหาได้ด้อยกว่านางไม่ ต่อมาคือความใส่ใจที่เสิ่นเจี้ยมีต่อเจียงเสวี่ยหนิงมากจนเกินไปกระทั่งว่ายังซุกซ่อนผ้าเช็ดหน้าลายปักเอาไว้ด้วยหากใครประสาทไวหน่อยจะรู้ทันทีว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเสิ่นเจี้ยจะได้รับการสถาปนาเป็นพระอนุชารัชทายาท ในขณะที่ตนคือสตรีซึ่งต้องการจะเป็นฮองเฮา
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ เจียงเสวี่ยหนิงเพียงพอจะเป็นภัยคุกคามของนางแล้ว
มิหนำซ้ำยังเป็น