นี่มันสีหน้าอะไรกัน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาด้วยความพิศวง รู้สึกขลาดกลัวเล็กน้อยอย่างน่าประหลาด เพียงสงสัยว่าตนเองกล่าวอะไรผิดไป “เช่นนั้นข้าขอกินชิ้นหนึ่งนะเจ้าคะ?”
เซี่ยเวย “…”
เจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนคำพูดทันที “เช่นนั้นไม่กินดีกว่าเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยพลันรู้สึกว่าน่าขบขันอยู่บ้างทว่าไม่ใช่ขบขันเจียงเสวี่ยหนิง
แต่เป็นขบขันตัวเอง
เขาส่ายหน้าอย่างอธิบายไม่ถูก แล้วมองถ้วยชาที่อยู่ในฝั่ามือตน ไพล่นึกถึงเยี่ยนหลินขึ้นมาได้“นิสัยดื้อรั้น อารมณ์ร้าย ซ้ำยังหัวทึบไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่รู้ว่าเยี่ยนหลินถูกผีสางอะไรเข้าสิง”
อยู่ดีไม่ว่าดี ไฉนจึงเอ่ยถึงเยี่ยนหลินเนี่ย
มิหนำซ้ำยังมาสงสัยอีกว่าเหตุใดเยี่ยนหลินถึงต้องใจนางเจียงเสวี่ยหนิงฉีกมุมปาก พึมพำเสียงค่อย“ด้วยเหตุนี้เยี่ยนหลินจึงมีคนที่รัก ส่วนท่านกลับไร้ภรรยาอย่างไรล่ะเจ้าคะ”
เพียงแต่คำพูดเพิ่งจะหลุดจากปาก นางก็เห็นเซี่ยเวยช้อนดวงตาขึ้นมา จึงรีบพูดทันควัน “ท่านกล่าวถูกต้อง ข้าไร้ความรู้ความสามารถ ย่อมไม่คู่ควรกับเยี่ยนซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
“…”
ท่าทางมีคำตัดพ้ออยู่ภายในใจแต่ไม่กล้าเอาเรื่องเขาเช่นนี้ เห็นแล้วก็น่าขัน แต่มุมปากซึ่งเพิ่งจะหยักยกเล็กน้อยของเซี่ยเวยกลับลดต่ำอย่างไม่ทราบสาเหตุอีกคราเยี่ยนหลิน
จวนหย่งอี้โหว
พิธีสวมกวาน
วันเวลารุกคืบเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวคำพูดเมื่อสักครู่จบก็แทบจะนึกเรื่องนี้ออกพร้อมกัน สีหน