ยที ถือเป็นเรื่องน่ายินดี”
นี่กำลังกระเซ้าเรื่องที่นางหลับระหว่างเขาบรรเลงพิณคราวก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยว่า “นั่นมันข้อยกเว้นเจ้าค่ะ”
ทว่าขณะที่เพิ่งจะแก้ตัวให้ตนเอง ถ้อยคำเพิ่งจะสิ้นสุดลงเท่านั้น ความหิวโหยภายในท้องก็ทวีขึ้นมาตามธรรมชาติ ส่งเสียงร้องดัง ‘จ๊อก จ๊อก’ออกมาเบา ๆ เสียงท้องร้องนี้หากดังขึ้นในช่วงที่มีเสียงผู้คนเซ็งแซ่ก็ช่างมันเถิด ทว่าภายในตำหนักข้างยามนี้ดันมีนางกับเซี่ยเวยแค่สองคนเท่านั้น ทั้งห้องเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่น เสียงซึ่งเดิมทีแผ่วเบาจึงดังถนัดชัดดั่งเสียงอสุนีบาตยามแจ้ง
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เซี่ยเวย “…”
ดวงตาทั้งสองคู่จ้องประสาน ผู้หนึ่งกระอักกระอ่วนจนหน้าแดง ใคร่อยากจะขุดดินแล้วมุดลงไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเสีย ส่วนอีกผู้หนึ่งกลับมองสำรวจอยู่เงียบ ๆ ด้วยอาการคาดไม่ถึงอย่างชัดเจน อีกทั้งถึงขั้นรู้สึกขบขันเล็กน้อยอีกด้วย
เซี่ยเวยชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แตะริมฝีปากบางของตนเองเบา ๆ แต่ถึงกระนั้นก็ยังอดขำไม่ได้อยู่ดี “เป็นข้อยกเว้นจริงด้วย ทำไมหรือ คราวก่อนนอนไม่พอ คราวนี้กินไม่อิ่ม คนที่รู้เรื่องราวดีจะพูดว่ายามเจ้าอยู่ในวังหลวงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและความโปรดปรานจากองค์หญิงใหญ่ยิ่งนักแต่ผู้ที่ไม่รู้ หากเห็นเจ้าท่าทางเหมือนขาดอาหารเช่นนี้ เกรงจะนึกว่าเจ้าได้รับโทษทัณฑ์และถูกขังคุกอยู่ในวังหลวงเสียแล้ว”
ยามคนแซ่เซี่ยพูดจา บางครั้งก็ปากร้ายเสียเหลือเ