“นางสารเลวนั่นลงมือกับข้าจริง ๆ นะเจ้าคะนางเงื้อม้านั่งยาวขึ้นมาแล้ว ข้ายังไม่กล้าลงมือกับนางด้วยซ้ำ! เป็นเพราะเจียงเสวี่ยหนิงผู้นั้นคอยยั่วยุอยู่ด้านข้าง จงใจกระตุ้นให้นางสารเลวนั่นทำเช่นนี้เจ้าค่ะ!”
“นางมีแต่เคยถูกเจ้ารังแก ไฉนจะมากล้าทำร้ายเจ้าได้เล่า?!”
“จริง ๆ นะเจ้าคะท่านพ่อ ข้าไม่ได้โปั้ปดท่านโปรดฟังข้าอธิบาย…”
“ที่ผ่านมาเจ้าทำตัวโอหังอวดดีอยู่ภายในจวนน่ะช่างเถอะ แต่ออกไปข้างนอกแล้วยังจะลงไม้ลงมือกับนางอีก หากเรื่องแพร่กระจายออกไปจะให้คนพูดถึงจวนปั๋อว่าอย่างไร? ซ้ำยังทำให้คนจับได้จนเรียกคนขององครักษ์เสื้อแพรมาคุมตัว!รู้หรือไม่ว่าที่จวนต้องจ่ายเงินเพื่อเจ้าไปตั้งเท่าไหร่?”
“อะไรนะเจ้าคะ?”
“หนึ่งหมื่นสามพันตำลึง หนึ่งหมื่นสามพันตำลึงเต็ม ๆ เชียวนะ หายวับไปหมดแล้ว!”
…
เนื่องจากผู้คนลือกันว่านางกับโหยวฟางอิ๋นลงไม้ลงมือกัน เพราะฉะนั้นทั่วทั้งจวนปั๋อจึงเข้าใจว่านางออกไปข้างนอกก็ยังไม่วายลงมือกับโหยวฟางอิ๋นอีก การกระทำเช่นนี้ต่างหากถือว่าร้ายแรง
แม้แต่ชิงหย่วนปั๋อยังคิดเช่นนี้
อย่างไรเสียผู้ใดจะเชื่อเล่าว่าคนขี้ขลาดตาขาวอย่างโหยวฟางอิ๋น ซึ่งยามปกติแม้แต่สาวใช้ระดับล่างภายในจวนยังรังแกนางได้ จะเป็นฝั่ายเงื้อม้านั่งขึ้นมาจนเกือบเอาชีวิตของโหยวเย่ว์ซึ่งเป็นบุตรีภรรยาเอก
อย่างกับโหยวเย่ว์คิดจะโกหก แต่ดันไม่รู้จักเลือกคำแก้ต่างที่มันน่าเชื่อถือ!
โหยวเย่ว์ต้องทนรับความเดือดดาลของชิงหย่วน