าค่ะ”
โหยวเย่ว์ลุกตาม ทว่าอยากจะหายตัวไปจากที่นี่ให้มันรู้แล้วรู้รอด
เฝิงเฉิงเหลียวซ้ายแลขวา ทั้งไม่มีคนตายและเหมือนไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ จึงอดสงสัยไม่ได้“เจ้าคือเจ้าทุกข์หรือ? เหตุใดถึงแจ้งความ? บอกว่ามีคนก่อเรื่องทะเลาะวิวาทไม่ใช่หรือไร? แล้วคนอยู่ที่ใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงชี้นิ้ว “อยู่ตรงนี้กันหมดเลยเจ้าค่ะ”นางชี้โหยวเย่ว์ก่อน จากนั้นก็ชี้โหยวฟางอิ๋น
โหยวเย่ว์โมโหจนตาถลน
ส่วนโหยวฟางอิ๋นกลับกะพริบตา พูดกันตามความสัตย์จริง นางไม่รู้หรอกว่าเจียงเสวี่ยหนิงต้องการทำสิ่งใด แต่การถูกอีกฝั่ายบีบมืออย่างอ่อนโยนเมื่อสักครู่ทำให้นางเชื่อว่าคุณหนูรองไม่มีวันทำร้ายตนแน่ ดังนั้นจึงไม่เอ่ยวาจา เพียงมองดูเฉย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเล่าเหตุการณ์รอบหนึ่ง “ใต้เท้า ท่านลองคิดดู อยู่ใต้พระบาทแห่งโอรสสวรรค์แท้ ๆ แม้แต่ม้านั่งก็ยังจะยกขึ้นมา หากไม่ใช่เพราะพวกข้าขวางไว้ทันท่วงที เกรงว่าคงเกิดเหตุถึงแก่ชีวิตไปแล้ว! ผู้นี้คือคุณหนูรองโหยวแห่งจวนชิงหย่วนปั๋อ นางคือเจ้าทุกข์ หากไม่เชื่อท่านลองไต่ถามนางดูก็ได้เจ้าค่ะ”
ครั้นเฝิงเฉิงได้ยินว่าเป็นจวนปั๋อก็เริ่มใส่ใจขึ้นมาหน่อย
เขาหันหน้าไปมองโหยวเย่ว์ “สิ่งที่นางพูดเป็นความจริงหรือ?”
ขณะโหยวเย่ว์กับเจียงเสวี่ยหนิงไม่ยอมลงให้กันเมื่อสักครู่ โหยวเย่ว์ก็ดื่มชาไปครึ่งถ้วยแล้วระหว่างนั้นนางใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ ถึงองครักษ์เสื้อแพรยังคงควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหล