ร?”
เฝิงเฉิงลำคอเย็นวาบ
เขาฟังออกว่านี่คือเสียงของโจวอิ๋นจือ จึงหมุนกายกลับไปมองด้วยร่างอันแข็งทื่อ เมื่อเห็นว่าโจวอิ๋นจือกำลังขมวดคิ้วมองเขา ดวงตาสีดำลุ่มลึกซึ่งทั้งเฉยชาและไร้ไมตรีคู่นั้นทำเอาเขาร่างเย็นเฉียบราวกับตกลงไปในโพรงน้ำแข็ง!
นี่ นี่มันอะไรกัน?
เขาแค่ตำหนิสตรีที่ไม่รู้จักมองสถานการณ์และไม่รู้ความผู้นั้นประโยคเดียวเองนะ ไยท่านผู้คุมกองพันถึงมีท่าทีเช่นนี้
หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยซึ่งมีแต่การแข่งขันและแก่งแย่งชิงดี ยากเย็นนักกว่าเฝิงเฉิงจะเข้ามาได้ จึงนับว่าพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เขารู้สึกตัวแทบจะทันที เกรงว่าตนคงตวาดผิดคนไปเสียแล้ว!มุมปากที่โค้งขึ้นของโหยวเย่ว์แข็งค้าง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับมีรอยยิ้มเย้ยหยันประดับบนริมฝีปาก
ทั่วทั้งโรงน้ำชาเงียบกริบ เด็กรับใช้ประจำร้านมองกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรภายในห้องโถงตัวสั่นงันงก ตัดพ้ออยู่ในใจ ‘สวรรค์ เหตุใดถึงเกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นมาได้?’
โจวอิ๋นจือเดินขึ้นหน้า เขาประสานมือค้อมกายคารวะเจียงเสวี่ยหนิง “ผู้ใต้บังคับบัญชาพวกนี้ไม่รู้จักแยกแยะ พูดจาล่วงเกินคุณหนูรอง หวังว่าคุณหนูรองจะไม่ถือสา”
ยามอยู่ในจวน ทั้งเจียงเสวี่ยหนิงและโหยวเย่ว์ต่างอยู่ลำดับที่สอง
ทว่าเวลานี้ไม่มีทางที่ใครจะเข้าใจผิดคิดว่า‘คุณหนูรอง’ ซึ่งโจวอิ๋นจือเอ่ยถึงนั้นคือโหยวเย่ว์แน่
เฝิงเฉิงอันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งกล่าววาจาตำหนิสั่งสอนเจียงเสวี่ยหนิงก่อนหน้าน