มไต่สวน เคยได้ยินว่าขุนนางราชสำนักซึ่งเคยตกอยู่ใต้เงื้อมมือของหน่วยนี้ต่างอยู่ไม่สู้ตาย แล้วนางจะกล้าไปได้อย่างไรเล่า
นางพลันตะโกนร่ำไห้ “เจียงเสวี่ยหนิง เจ้าช่างใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตนัก ถึงกับสมคบคิดกับคนพวกนี้มาเอาชีวิตข้า! พวกเจ้ากล้าจับแม้กระทั่งเจ้าทุกข์เชียวหรือ…”
ที่จะจับกุมก็คือ ‘เจ้าทุกข์’ เช่นเจ้านั่นแหละ!
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว บัดนี้ใบหน้าเมตตาที่เคยเสแสร้งรวมถึงความอ่อนโยนภายในดวงตาพลันหายวับ เพียงมองดูนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยปราศจากอารมณ์ใด ๆ “เจ้าแหกปากโวยวายหาอะไร?”
ตัวคนยืนอยู่กลางห้องโถง เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
ความเฉยชาจนถึงขั้นอำมหิตหน่อย ๆแผ่ซ่านจากทั่วร่าง แม้มองเห็นแวบเดียวยังชวนให้ใจหายวาบโดยไม่รู้ตัว
แม้คำพูดนี้จะกล่าวกับโหยวเย่ว์ แต่เฝิงเฉิงองครักษ์เสื้อแพรผู้ต่อว่านางอย่างมีตาหามีแววไม่ก่อนหน้านี้ได้ฟังแล้วไม่กล้าเงยศีรษะด้วยซ้ำลอบนึกเสียใจเป็นล้นพ้น
ส่วนโหยวเย่ว์ก็ยิ่งหุบปากทันควัน
นางเหลียวมองรอบด้าน ขามุงสลายตัวไปหมดตั้งนานแล้ว ส่วนองครักษ์เสื้อแพรก็ยืนอยู่อย่างแน่นขนัดโดยมีโจวอิ๋นจือเป็นผู้นำ นางพลันสิ้นหวัง ทว่าไม่กล้าเอ่ยอะไรอีกแม้แต่ประโยคเดียว
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าคนพวกนี้จะทรมานนางเช่นไรบ้าง!
โหยวเย่ว์ถูกองครักษ์เสื้อแพรคุมตัวจากไปด้วยสีหน้าเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดจากร่างไปแล้ว
ขณะโหยวฟางอิ๋นถูกควบคุมตัวไป เจียงเสวี่ยหนิงกลับเผยรอยยิ้มบางให้นา