นิงพูดตำหนิติเตียนด้วยความฉุนเฉียวราวกับเมื่อครู่นี้ตนไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆทั้งสิ้น “ถึงแม้ข้าจะเคยช่วยชีวิตนาง แต่ข้ากับนางก็ไม่เคยติดต่ออะไรกัน คิดไม่ถึงว่านางจะเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเราผิดไป กลับคว้าของน่ากลัวอย่างม้านั่งยาวตัวนั้นขึ้นมาทำร้ายคนโดยไม่บอกกล่าวกันเสียได้! กลางวันแสก ๆ ทั้งยังอยู่ใต้ฝั่าพระบาทโอรสสวรรค์แท้ ๆ ช่างไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเสียจริง ยังมีกฎฟั้า[2]อยู่หรือไม่ยังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่หรือไม่!”
โหยวเย่ว์รู้สึกหน่อย ๆ ว่าสมองของตนมีให้ใช้งานไม่เพียงพอ
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางพลางพูดอย่างหนักแน่น “คุณหนูรองโหยว ท่านได้รับความอยุติธรรมเป็นล้นพ้น เกือบต้องสิ้นชีวิตไปเสียแล้วจะเลิกราแต่โดยดีได้อย่างไรเล่า? พวกเราแจ้งความกันเถอะ!”
โหยวเย่ว์ทึ่มทื่อไปแล้ว “หา?”
เจียงเสวี่ยหนิงแสดงท่าทีคล้ายต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับโหยวฟางอิ๋น “แจ้งความจับตัวนางไป! คนไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงพรรค์นี้ จับนางขังคุกสักหลาย ๆเดือน รับรองจะทำตัวว่าง่ายแน่นอน!”
แจ้งความ จับตัวโหยวฟางอิ๋นไป?
เจียงเสวี่ยหนิงจะใจดีขนาดนี้เชียวหรือ?!ต่อให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก โหยวเย่ว์ก็ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด!
นางถูกเจียงเสวี่ยหนิงเล่นงานมาหลายครั้งเกินไปแล้ว ใช้นิ้วนับยังนับไม่หมด! คราวนี้ถึงกับรู้สึกว่าในสมองมีแต่ขี้เลื่อย ลางสังหรณ์บอกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แม้กายจะอยู่ในโรง