สียข้าวของไปจำนวนมากบ้างสิ?”
เด็กรับใช้ประจำโรงน้ำชา “…”
อันที่จริงก็ไม่ได้มีราคาค่างวดสักเท่าใดหรอก
แต่เขาก็ไม่กล้าพูดเหมือนกัน
โหยวเย่ว์เริ่มรู้สึกว่าตนใกล้จะเสียสติแล้วทว่าก็ยังหลงเหลือความหวังอยู่ส่วนหนึ่ง คิดจะคุยด้วยเหตุผลกับเจียงเสวี่ยหนิง “ข้าไม่ได้บาดเจ็บ ไม่ได้ล้มปั่วย ไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น อีกทั้งนางก็ไม่ได้ทำร้ายข้าด้วย…”เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่สนใจอีกฝั่ายแล้ว
นางหมุนกายไปกล่าวกับถังเอ๋อร์ทันที “ไปแจ้งความ ไปเชิญพวกใต้เท้าองครักษ์เสื้อแพรมาดูเสียหน่อย วันนี้ข้าต้องทวงความเป็นธรรมให้คุณหนูรองโหยวให้จงได้!”
โหยวเย่ว์แทบสติแตกเต็มที “ใครอยากให้เจ้ามาทวงความยุติธรรมให้กัน หา!”
ถังเอ๋อร์ซึ่งเห็นการกระทำของเจียงเสวี่ยหนิงมาตั้งแต่ต้นจนจบและเข้าใจในความนัยของคำพูดนางก็รู้สึกเพียงว่าศีรษะหลั่งเหงื่อเย็นไม่หยุด ครั้นเงยศีรษะขึ้นมาก็เห็นคุณหนูของตนยังคงสงบนิ่งสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน แสดงละครโดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ราวกับเป็นเรื่องจริงอย่างไรอย่างนั้น
ถังเอ๋อร์รับคำแล้วออกไปจากโรงน้ำชา
ย่อมออกไปแจ้งความตามคำสั่งคุณหนูของตนเป็นธรรมดา
โหยวเย่ว์เห็นความผิดปกติจึงชักเท้าคิดจะจากไป
นึกไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะมือไวตาไวคว้าตัวนางเอาไว้ได้ ทั้งยังกล่าวด้วยใบหน้างุนงงสงสัยว่า “ส่งคนไปแจ้งความแล้วละ คุณหนูรองโหยว เจ้าเป็นเจ้าทุกข์นะ อย่าไปสิ!”โหยวเย่ว์หนังตากระตุก “คนแจ้งความมันเจ้าต่างหาก