ไม่ใช่ข้า ปล่อยข้านะ!”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่ยอมปล่อยมือ คลี่ยิ้มเป็นมิตร “ก็เพราะข้ากลัวว่าเจ้าจะโกรธไม่ใช่หรือไร?”
โหยวเย่ว์โมโหจนควันออกเจ็ดทวาร ลางสังหรณ์ไม่ดีอย่างหนึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นางสะบัดมือเจียงเสวี่ยหนิงออกโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ทว่าเพิ่งจะเงื้อมือก็สบสายตายั่วเย้าของเจียงเสวี่ยหนิงเข้าพอดี
ประหนึ่งกำลังพูดว่า ‘เจ้าก็ลองทำดูสิ!’
เมื่อครู่ภาพเหตุการณ์ที่ตนยังไม่ทันแตะต้องเจียงเสวี่ยหนิง แต่กลับถูกนาง ‘แสดงละครเป็นผู้เสียหาย’ ล้มลงกับพื้นยังคงตราตรึงในใจ โหยวเย่ว์แทบไม่กล้าทำอะไรขึ้นมาทันที ด้วยกลัวว่าหากฝั่ามือนี้ของตนสะบัดออกไป เจียงเสวี่ยหนิงจะล้มลงและใส่ความอีกครา หากจู่ ๆ โดยรอบมีเสิ่นจื่ออีเอย เยี่ยนหลินเอย ใครต่อใครเอยโผล่มาอีก นางคงแบกรับผลที่จะตามมาไม่ไหวแน่!
คนหนึ่งตั้งใจรั้งอย่างอุกอาจปราศจากความกริ่งเกรง ส่วนอีกคนมัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังจนไม่กล้าพอจะหลบหนี
สถานการณ์จึงหาทางออกไม่ได้
ในขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงมีท่าทีผ่อนคลายสบายอารมณ์ โหยวเย่ว์กลับร้อนรุ่มดั่งเพลิงสุมอก
โชคยังดีที่ที่ว่าการขององครักษ์เสื้อแพรตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ผู้เกี่ยวข้องและขามุงรอเพียงไม่นานก็มีคนมาถึงแล้ว
องครักษ์เสื้อแพรก่อตั้งเมื่อยี่สิบปีก่อน เวลานั้นการก่อจลาจลของกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องเพิ่งจะสงบ อดีตฮ่องเต้จึงทรงก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพรขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือทั้งศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียนและทั้งก