ากอนุตัวเล็ก ๆ
นางพลันแค่นหัวเราะเสียงเย็น ทั้งยังกะจะเยาะเย้ยถากถาง
ไหนเลยจะคาดคิดว่าชั่วขณะต่อมากลับเห็นโหยวฟางอิ๋นยกม้านั่งตัวยาวภายในห้องโถงของโรงน้ำชาขึ้นมาตัวหนึ่ง เดินดุ่ม ๆ ตรงเข้าหาโดยไม่พูดไม่จา!
“กรี๊ด เจ้าจะทำอะไรของเจ้า!”
“เจ้าเสียสติไปแล้ว!”
“ใครก็ได้ ช่วยด้วย ช่วยด้วย!!!”
โหยวฟางอิ๋นเพิ่งเดินมาจากโรงเตี๊ยมฝังตรงข้าม ขณะเพิ่งมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงนั้นรู้สึกยินดีปรีดายิ่ง ทว่าต่อมาก็เห็นพี่หญิงรองของตนผลักคุณหนูรองล้มลงกับพื้น ชั่วอึดใจนั้นนางรู้สึกหัวใจเย็นวาบ
เพียงพริบตาความเย็นเยียบนี้ก็แปรสภาพเป็นเปลวเพลิงแห่งความเดือดดาลที่ไม่มีวันมอดดับ!นางก็ไม่รู้เช่นกันว่าที่แท้ตนเสียสติไปแล้วหรือเปล่า แต่ชั่วขณะนี้นางจะไม่ยอมอ่อนข้อแล้วและยิ่งไม่อยากหดหัวยอมประนีประนอมอีกเพียงอยากให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอีกนิดแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักนิดเพื่อปกปั้องผู้ที่ตนเองต้องการปกปั้องเอาไว้ให้ได้
นางถือม้านั่งยาวตัวนั้น มองไม่เห็นผู้อื่นซึ่งกำลังแตกตื่นภายในโรงน้ำชา ในครรลองจักษุมีโหยวเย่ว์แต่เพียงผู้เดียว เดินรุกคืบเข้าหาอีกฝั่ายทีละก้าว ทีละก้าว
โหยวเย่ว์ไหนเลยจะเคยพานพบผู้ที่ไม่กลัวตายเช่นนี้
ต่อให้เป็นคนพูดจาร้ายกาจ แต่นางก็เป็นเพียงสตรีในห้องหอ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่เคยเห็นท่าทางปั่าเถื่อนดุร้ายราวกับปีศาจเข้าสิงของโหยวฟางอิ๋นเช่นนี้มาก่อน นางตกใจจนถอยกรูดน้ำตาไหลพรั่งพรู “เจ้า เจ้าไสหัวไป