คำโกหกที่ตนเคยกล่าวต่อหน้าโหยวฟางอิ๋นขึ้นมาได้ทันที ต้องเป็นตนต่างหากเล่าที่ถูกโหยวเย่ว์รังแกจนไม่กล้าเอ่ยปาก
จะเผยพิรุธไม่ได้!
นางปรับตัวตามสถานการณ์ฉับไวมาก โหยวเย่ว์ยังไม่ทันตั้งตัวเจียงเสวี่ยหนิงก็งอขาทั้งสองข้างร้องอุทานด้วยความตกใจ ล้มฮวบลงบนพื้นมือข้างหนึ่งทาบอกตัวเอง ส่วนมืออีกข้างปิดใบหน้าร่ำไห้ “คุณหนูโหยว ไย ไยเจ้าถึงทำเช่นนี้…”
“…”
โหยวเย่ว์รู้สึกว่าเหตุการณ์เช่นนี้แลดูคุ้นตาหน่อย ๆ ท้ายทอยเริ่มชาวาบตามไปโดยปริยาย
นางกวาดตามองรอบด้านคราหนึ่ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีทั้งองค์หญิงใหญ่และเยี่ยนหลินคราวนี้ถึงค่อยโล่งอก เมื่อหันหน้ากลับมาเห็นว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังเล่นละครไม่เลิก ในที่สุดความไม่พอใจที่เก็บสั่งสมมานานก็ระเบิด นางตวาดด่าทออย่างหัวเสีย “เจ้ามันคนบ้า! วัน ๆ เอาแต่เสแสร้ง ทำให้ใครดูกันหา? ข้าผลักเจ้าหรือไร? ต่อให้ผลักจริงแล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้? นึกว่าตอนนี้จะมีผู้ใดเห็นรึ?”
โหยวเย่ว์เพิ่งจะพูดจบ หางตาก็แลเห็นโหยวฟางอิ๋นยืนอยู่นอกประตูโรงน้ำชา
ผู้ที่ว่านอนสอนง่ายและถูกรังแกได้ง่าย ๆ คนนี้ในสายตานางกำลังใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมาเขม็ง เบ้าตาแดงก่ำ เอ่ยถามเน้นทีละคำว่า “เจ้าผลักคุณหนูรองอย่างนั้นหรือ?”
โหยวเย่ว์ถึงค่อยนึกได้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตโหยวฟางอิ๋น
แต่นางไม่รู้สึกว่าตนจะต้องเกรงกลัวโหยวฟางอิ๋นสักหน่อย อีกฝั่ายมันก็แค่บุตรีอนุภรรยาที่เกิดจ