เยี่ยนมู่ถอนหายใจ “ปัจจุบันจวนโหวมีสภาพเยี่ยงนี้ ต่อให้ส่งเทียบเชิญ จะมีสักกี่คนที่กล้ามาเหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า?”เยี่ยนหลินไม่แยแส ใบหน้าสงบเยือกเย็นยิ่งนัก “หากไม่ประสบคราเคราะห์ย่อมไม่ล่วงรู้ใจคน บัดนี้ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสให้พวกเราได้มองเห็นอย่างถ่องแท้ แล้วท่านพ่อกับข้าไยต้องทำให้สวรรค์ผิดหวังด้วยเล่า?”
เยี่ยนมู่อึ้งงัน
เยี่ยนหลินเพียงเอ่ยกับชิงเฟิงว่า “ไปตอบพ่อบ้านเถอะ”
ชิงเฟิงมองซื่อจื่อของตนอย่างค่อนข้างแปลกใจ คล้ายคิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเช่นนี้ออกมาได้ผ่านไปเนิ่นนานถึงรู้สึกตัว ค่อยค้อมกายตอบรับและถอยออกไปเยี่ยนหลินคอยปรนนิบัติให้เยี่ยนมู่ดื่มยา
เยี่ยนมู่นิ่งเงียบอยู่นาน
เมื่อดื่มยาหมดแล้วถึงเอนกายบนหมอนอิงที่บุตรชายยกขึ้นมา กะพริบตาเอ่ยปากด้วยความขมขื่นเล็กน้อย “ ‘น้ำหยดศิลายังกัดกร่อนรวบรวมทรายก่อเป็นรูปร่างได้’ ศึกษาพิณมายี่สิบสามปี เซี่ยเซียนเซิงผู้นั้นบอกเจ้าเช่นนี้จริงหรือ?”
เยี่ยนหลินจ้องมองชามยาว่างเปล่า “ขอรับ”
เยี่ยนมู่หัวเราะออกมาทันที น้ำตาผู้เฒ่าค่อยๆไหลรินจากหางตาอันเต็มไปด้วยรอยยับย่น——————–1. ซิ่วไฉ เป็นยศของบัณฑิตที่ผ่านการสอบถงเซิงซึ่งเป็นการสอบเบื้องต้นในระดับท้องถิ่นมีด้วยกันสามระดับ ได้แก่ การสอบระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) การสอบระดับเมือง (ฝูซื่อ) และการสอบซึ่งจัดโดยขุนนางที่ราชสำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง (ย่วนซื่อ) ผู้สอบผ่านครบสามระดับจะได้วุฒิซิ่ว