าตนเป็นรัชทายาท มอบศีรษะให้พวกกบฏด้วยตนเอง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าโจรกบฏกลับไร้มนุษยธรรม ครั้นได้ตัวคนแล้วกลับไม่ปล่อยเด็กพวกนั้นตามสัญญา ตรงกันข้าม ก่อนที่กำลังเสริมของราชสำนักจะมาถึงก็ยังสังหารเด็กเหล่านั้นจนหมดสิ้น ไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว!”
ภาพอันน่าสังเวชในสมัยนั้นยังคล้ายปรากฏให้เห็นตรงหน้า
เจียงปั๋อโหยวส่ายศีรษะ “ซื่อจื่อน้อยในเวลานั้นน่าจะสิ้นชีพไปแล้ว ทว่าตอนเกิดเรื่องอยู่ในเดือนสิบเอ็ด พอขุดเอาคนออกมาจากน้ำแข็งก็ยากจะจำแนก แต่เยี่ยนฮูหยินยังคงมีความหวังคิดว่าลูกตนไม่ได้อยู่ในนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตามหาให้จงได้ กระทั่งแตกหักกับตระกูลเซียวจนแยกทางจากสามีและกลับจวนหย่งอี้โหว แม้ว่านางจะล้มปั่วยจนจากโลกนี้ไปภายในช่วงเวลาไม่ถึงสองปี แต่หลายปีมานี้จวนหย่งอี้โหวก็ยังคงสืบสานเจตจำนงของนาง ตามหาเบาะแสของซื่อจื่อน้อยเป็นการลับมาตลอด”
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วใจหายวาบ พอเข้าใจอะไรได้ราง ๆ “ความหมายของท่านพ่อก็คือสาเหตุที่พบจดหมายที่จวนหย่งอี้โหวติดต่อกับกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง เป็นเพราะพวกเขายังคงตามหาเบาะแสของซื่อจื่อน้อย และคนที่รู้เรื่องในสมัยก่อนดีมากที่สุดนอกจากนิกายสวรรค์แล้ว ก็มีแต่พรรคพวกของผิงหนานอ๋อง…”
เจียงปั๋อโหยวผงกศีรษะ “เรื่องนี้ถือเป็นปมในใจเชื้อพระวงศ์และตระกูลเซียวเลยทีเดียว!”
ซื่อจื่อน้อยตอนนั้นเพิ่งจะหกเจ็ดขวบ คำกล่าวที่ว่า ‘แม้จะอายุน้อยแต่กลับมีใจรักบ้านเมือง ม