ลับแทบจะเต้นผาง อับอายจนพานโกรธ
“อาจเอื้อมอะไรของท่าน พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลอะไรกัน!”ท่าทางเช่นนี้ราวกับถูกคนเหยียบหางจนต้องแยกเขี้ยวกางเล็บ
เซี่ยเวยเห็นนางแล้วก็ไม่สบอารมณ์
สายตาของเขากลับไปมืดดำดังเดิม ถึงกับให้ความรู้สึกอ้างว้างราวกับบึงยามเหมันต์ “ข้าเพิ่งเอ่ยถึงจางเจอแค่ประโยคเดียว เจ้าก็เต้นเป็นเจ้าเข้าแล้ว เจ้าสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เพียงสนทนากันครู่เดียวก็เผยจุดอ่อนของตนออกมาเช่นนี้ เป็นเพราะเจ้าหนิงรองรู้สึกว่าข้าเซี่ยเวยเป็นคนดี ควรค่าแก่การเชื่อใจ หรือเพราะเจ้ารู้สึกว่ามนุษย์บนโลกล้วนเป็นคนดี เจ้าจึงไม่ต้องระวังปั้องกันผู้ใดทั้งสิ้นกันแน่?”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นสะท้านในบัดดล
เซี่ยเวยกล่าวอย่างเรียบเฉย “หากข้าเป็นเจ้ายามชอบผู้ใดก็จะเก็บซ่อนไว้ในก้นบึ้งของหัวใจและยิ่งไม่อาจให้ใครได้รับรู้ วันนี้คนที่เจอคือข้าซึ่งยังไม่คิดจะทำอะไรเจ้าชั่วคราว วันหน้าหากเป็นคนอื่น ถ้าคิดจะต่อกรกับเจ้า บีบคั้นเจ้า ก็ต้องไปสร้างความลำบากให้จางเจอก่อน ตอนนี้เจ้าลองดูให้ดี คำว่า ‘ทำร้ายผู้อื่นและทำร้ายตัวเอง’ นั้นเขียนว่าอย่างไร แต่ก็สมแล้วละที่คนอย่างเจ้าออกไปเที่ยวเล่นกับเยี่ยนหลินได้ โง่งมเหมือนกันทั้งคู่”
เขาไม่เคยกล่าววาจาไม่ถนอมน้ำใจเช่นนี้มาก่อนเจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงว่าเขาไม่เพียงสั่งสอนตน ทว่าแม้แต่กับเยี่ยนหลินยังด่าเหมารวมไปด้วย ทำได้เพียงมองเขาอึ้ง ๆ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเขาพูดไม