นี้แล้วยังไม่ล้มเลิกความคิดชั่วช้าอีก! หวังซินอี้ เจ้าสั่งให้คนลากตัวนางออกไปนอกประตูตำหนักแล้วลงโทษโบยด้วยไม้ โบยจนกว่านางจะยอมพูดความจริง!”
หวังซินอี้กำลังจะรับพระราชโองการ
ทว่ายามนี้เองเซียวไทเฮากลับย่นหัวคิ้วเหลือบมองนางกำนัลผู้นั้นแวบหนึ่ง ยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองเบา ๆ แล้วถอนหายใจเงียบ ๆ ทีหนึ่ง
หวังซินอี้ชะงักฝีเท้าทันที
เสิ่นหลางเองก็มองนาง “เสด็จแม่ มีสิ่งใดไม่ถูกต้องหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เซียวไทเฮา “ทุบตีเข่นฆ่ากันอยู่นอกประตูตำหนักกลางดึกอย่างเอิกเกริก จะให้คนจากทั้งหกตำหนักมาฟังนางร้องโอดโอยหรืออย่างไร?เหล่าพระสนม นางกำนัล และขันทีไม่ต้องหลับต้องนอนกันหรือ? คิดแล้วก็ปวดหัวนัก เดิมทียังสืบไม่ได้ว่าผู้ใดสร้างเรื่องก่อกวน บัดนี้ในเมื่อได้เบาะแสมาอย่างหนึ่งแล้ว จะสืบหาต้นตอเจอหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น ต่อให้อยากเค้นความก็อย่ามาทำนอกประตูตำหนักเลย ไม่สู้สั่งให้คนคุมตัวไปยังกรมราชทัณฑ์หลวงจะดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงพอได้ฟังก็รู้สึกว่าช่างน่าเย้ยหยันนัก ทีนี้จู่ ๆ ก็เกิดไม่อยากทุบตีเข่นฆ่ากันขึ้นมาแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ไม่นานนางมารเฒ่ายังโบกมือเรียกให้คนเข้ามาคุมตัวนางไปโบยกลางลานเพื่อไต่สวนอยู่เลย อีกทั้งคำพูดคำจาที่ใช้ก็ไม่ต่างจากเสิ่นหลางสักนิด เพิ่งจะผ่านมาได้ไม่นานก็ลืมสิ้นแล้วหรือ
จางเจอพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไทเฮาคราหนึ่งเสิ่นหลางกลับได้สติ “เป็นลูกที่เผอเรอ ลืมไปว่าอา