าไม่ได้แล้ว
เพราะการที่คนถูกคุมตัวไปไต่สวนที่กรมราชทัณฑ์หลวง ย่อมไม่มีทางจะได้ผลลัพธ์ในเร็ววันเป็นแน่
ตำหนักฉือหนิงเป็นตำหนักบรรทมของเซียวไทเฮา อีกฝั่ายต้องการพักผ่อน
ทว่าบัดนี้ หนึ่ง มีนางกำนัลและขันทีจำนวนมาก สอง มีขุนนางจากฝั่ายหน้าถูกเรียกตัวเข้าวังมาสืบคดี และสาม มีพระสหายร่วมศึกษาจากเรือนหยางจื่อ ผู้คนสับสนวุ่นวาย เสิ่นหลางจึงเอ่ยว่า “เรื่องในวันนี้ให้ยุติแต่เพียงเท่านี้ ออกไปให้หมดเถอะ”
ทุกคนกล่าวทูลลาโดยพร้อมเพรียงกัน
ขันทีและนางกำนัลภายนอกสุดถอยออกไปก่อน จากนั้นจึงเป็นกลุ่มของพระสหายร่วมศึกษาที่เรือนหยางจื่อ สุดท้ายถึงจะเป็นเฉินอิ๋งและจางเจอ
เพิ่งจะออกมาจากตำหนักฉือหนิง ทุกคนต่างล้อมเจียงเสวี่ยหนิงเอาไว้
ฟางเมี่ยวตบหน้าอกตัวเองแรง ๆ “ตกใจจะตายอยู่แล้ว ตกใจจะตายอยู่แล้ว!”
โจวเปั่าอิงกลับเผยแววตาเทิดทูน “ยามอยู่ในตำหนัก พี่หญิงหนิงช่างร้ายกาจเหลือเกิน!”
แม้แต่โหยวเย่ว์ยังอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ช่างไม่รู้จักรักชีวิตเสียจริง…”เฉินซูอี๋กลับพูดจาเย็นชา “คนอื่นล้วนอยู่กันดีๆ มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ประสบคราวเคราะห์อย่างไร้สาเหตุ เห็นได้ชัดว่ายามปกติไม่ค่อยรู้จักประพฤติตัวให้ดีสักเท่าไร ไม่เช่นนั้นผู้ใดกันจะเคียดแค้นจนถึงขั้นทำเช่นนี้กับเจ้า?”
เหยาหรงหรงมองคนนั้นทีคนนี้ที ไม่กล้าเอ่ยปาก
เหยาซีกลับมีท่าทางเศร้าซึม
เซียวซูมองเฉินซูอี๋ผาดหนึ่งพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เพียงกล่าวเตือนสติทุกคนว่า