“มีเรื่องอะไรกลับไปเรือนหยางจื่อก่อนค่อยว่ากันเถอะเกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ยังไม่รู้จักยั้งปากอีก ไม่รู้ว่าวันหน้าจะเกิดเภทภัยเพราะปากหรือไม่”
ทุกคนจึงเงียบเสียงในบัดดล
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยคำตั้งแต่ต้นจนจบ ครั้นได้ยินก็ทำเพียงเงยศีรษะมองเซียวซูแวบหนึ่ง
นางมีเรื่องในใจ
พวกนางเพิ่งจะเดินไปไม่ถึงสองก้าวก็พบเสิ่นเจี้ยและเสิ่นจื่ออีซึ่งเพิ่งกลับจากข้างนอกเอาปั่านนี้เข้าพอดี ทั้งคู่กำลังมุ่งไปทางตำหนักฉือหนิงอย่างรีบร้อนใบหน้าของเสิ่นจื่ออีเจือความร้อนรนกระวนกระวาย ครั้นเห็นกลุ่มพระสหายร่วมศึกษามาแต่ไกลก็เร่งฝีเท้า กระทั่งรุดถึงเบื้องหน้าพวกนางก็มองเจียงเสวี่ยหนิง “หนิงหนิงไม่เป็นอะไรนะ?”
เห็นชัดว่ารู้ข่าวแล้ว
เสิ่นเจี้ยตามมาข้างหลัง มองเจียงเสวี่ยหนิงอย่างกังวลเล็กน้อย “คุณหนูรองเจียงยังสบายดีอยู่ใช่หรือไม่?”
สองพี่น้องแทบจะพูดพร้อมกัน
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงคิดจะเอ่ยปลอบสักคำแต่ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี ทำได้เพียงตอบอย่างฝืดเฝือน “ได้รับความตื่นตระหนกแต่ไม่มีอันตรายใด ๆ หม่อมฉันไม่เป็นอะไร ยังดีอยู่เพคะ”
เสิ่นจื่ออีถึงค่อยโล่งใจ
เสิ่นเจี้ยมองแววตาเจียงเสวี่ยหนิงก็ยังเห็นว่ามีความกังวลอยู่บ้าง เขานึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆภายนอกวังหลวงในค่ำคืนนี้ จากนั้นก็ระลึกถึงคำฝากฝังของเยี่ยนหลินขึ้นมาได้ คิดจะสนทนากับนางตามลำพังเพื่อฝากฝังอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นว่ายามนี้มีหูตาผ