ภายในใจอย่างชัดเจนไม่หยุดหย่อน เมื่อมันทำให้นางจิตใจสับสนวุ่นวายบังเกิดเป็นระลอกคลื่น ทันใดนั้นเองนางก็ตัดสินใจได้ เอ่ยแค่ว่า“วันนี้หากปราศจากใต้เท้าเฉินและใต้เท้าจางทั้งสองท่าน เกรงว่าข้าเจียงเสวี่ยหนิงคงต้องศีรษะแยกจากร่างเป็นแน่แท้ บุญคุณอันใหญ่หลวงจำต้องกล่าวขอบคุณ ข้าจะไปแสดงความขอบคุณสักหน่อย พวกเจ้าไปกันก่อนเถอะ”ฟางเมี่ยวเบิกตาโพลง
ทุกคนต่างเผยแววตาตื่นตระหนก
เหยาซียิ่งตะลึงงัน เงยหน้ามองนางในบัดดล
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงกลับไม่เหลือบแลสีหน้าผู้ใด และยิ่งไม่คิดที่จะอธิบายสิ่งใดเพื่อตนเองอีกด้วย พอกล่าวจบก็หมุนกายก้าวเท้าไปยังเส้นทางที่เฉินอิ๋งและจางเจอเดินไปโดยไม่สนใจใคร
ทิ้งให้ทุกคนมองหน้ากันไปมา
คนแซ่เฉินและแซ่จางต้องออกมาช้ากว่าสักหน่อยอยู่แล้ว เดิมทีอยู่ด้านหลังพวกนาง อีกทั้งยังเดินไม่เร็วนัก นางจึงตามทันอย่างรวดเร็ว
ขันทีน้อยซึ่งถือโคมไฟนำทางให้คนทั้งสองเห็นนางก่อน
จากนั้นจึงเป็นเฉินอิ๋งและจางเจอ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ทางด้านหลังคนทั้งสองค้อมกายคารวะหนหนึ่ง เมื่อเงยศีรษะขึ้นมาก็พูดว่า “ขอบพระคุณใต้เท้าทั้งสองที่ช่วยชีวิต ที่ข้าเสียมารยาทเดินมาหาก็เพื่อแสดงความขอบคุณต่อใต้เท้าจางโดยเฉพาะ”
เฉินอิ๋งได้ฟังก็เลิกคิ้วเล็กน้อย “แสดงความขอบคุณต่อใต้เท้าจาง เช่นนั้นก็ไม่มีเรื่องของข้าแล้วละสิ”
เขาคนนี้ฉลาดหลักแหลมเสมอมา
ก่อนหน้านี้เคยได้รับคำชี้แนะจากเซี่ยเวยมาแล้ว จึงรู้ว่าคุณหนูรอ