งเจียงตรงหน้าค่อนข้างพิเศษอยู่บ้าง อีกทั้งจะว่าไปเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำคดีนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงปราศจากความไม่พอใจต่อคำพูดของเจียงเสวี่ยหนิง หันไปกล่าวกับจางเจอด้วยมุมปากประดับรอยยิ้ม “ใต้เท้าจางรั้งอยู่สนทนาก่อนแล้วกัน คนแซ่เฉินจะไปรอข้างหน้า”
จางเจอไม่เอ่ยวาจาเฉินอิ๋งหมุนกายพาขันทีน้อยเดินจากไป
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนชาติที่แล้วเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่ยามนั้นผู้ที่เป็นฝั่ายขอตัวเดินจากไปอย่างรู้ความคือเซี่ยเวย
จางเจอสวมชุดขุนนาง แขนเสื้อหลวมกว้างมือทั้งสองข้างประสานกันเบื้องหน้า ทอดสายตามองนาง
บริเวณโดยรอบค่อนข้างมืด ทำให้เงาร่างเขาก็มืดมนลงเช่นกันเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเฉินอิ๋งเดินจากไปแล้วจึงสืบเท้าเข้าหาเขาก้าวหนึ่ง ยามปกติเส้นทางสายนี้ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจร คิดไม่ถึงว่าหินปูทางเดินซึ่งเดิมทีราบเรียบกลับมีมุมหนึ่งเผยอขึ้นมา ทำให้นางสะดุดปลายเท้าเข้าพอดี
ด้วยความฉุกละหุก ไหนเลยจะตั้งตัวทัน
ร่างกายพลันเสียสมดุล ล้มไปเบื้องหน้า
ขณะนี้เอง จางเจอได้ยินเสียงหัวใจบอกตนเองว่าอย่าไปข้องแวะกับนาง ทว่ามือเขากลับทรยศความตั้งมั่น ยื่นออกไปตามจิตใต้สำนึกและประคองนางไว้
นิ้วทั้งห้าซึ่งมองเห็นข้อต่อชัดเจนมีไตแข็งจำนวนหนึ่ง เนื่องจากจับพู่กันมาแรมปี
ยามยึดแขนของนางเอาไว้กลับแข็งแกร่งและทรงพลัง
ความร้อนที่สัมผัสได้อย่างเลือนรางกลางฝั่ามือทะลุผ่านเนื้อผ้า ราวกับสัมผัสผิวหนังของนางได้
เจียงเสวี