เหมือนขุนนางฝั่ายตักเตือน[1]และขุนนางผู้ซื่อตรงที่ไม่ไว้หน้าผู้ใดในราชสำนักพวกนั้นยิ่งนัก
แต่ไหนแต่ไรมาคนแบบนี้เข้าหายากที่สุด
นางอดฉายประกายบึ้งตึงทางนัยน์ตาเล็กน้อยไม่ได้ แต่ครั้นนึกขึ้นได้ว่าเฉินอิ๋งพาคนผู้นี้มาก็ไม่ได้บันดาลโทสะ เพียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า“เช่นนั้นเจ้าจะสืบเช่นไร?”
จางเจอลดสายตาลงจ้องมองถ้อยคำอันบังอาจสี่ประโยคบนแผ่นกระดาษ ถามขึ้นมาว่า“ของชิ้นนี้ค้นได้จากผู้ใด?”
นี่เท่ากับถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่ทุกคนต่างรู้กระจ่างแจ้งเช่นกันว่ายามศาลไต่สวนคดีจำเป็นต้องซักถาม
วังเฉวียนจึงก้าวออกมาพร้อมตอบว่า “เป็นข้าที่พาคนไปตรวจค้นด้วยตัวเองที่เรือนหยางจื่อแล้วค้นเจอจากในตำราซึ่งวางอยู่บนโต๊ะภายในห้องของคุณหนูรองจากจวนรองเสนาบดีกรมคลังขอรับ”
จางเจอ “ตำราอะไร?”
วังเฉวียนอึ้ง ส่งสายตาให้ขันทีน้อยตรงหัวมุมผู้หนึ่ง
——————–1. ขุนนางฝั่ายตักเตือน เป็นขุนนางที่มีหน้าที่สอดส่องทั้งฮ่องเต้และขุนนางภายในท้องพระโรง หากผู้ใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจะถูกตักเตือน
บทที่ 67 กลับมาเกิดใหม่เช่นกัน (2)ขันทีน้อยผู้นั้นก้าวมาข้างหน้าอย่างรู้ความทว่ายามตอบมีท่าทางกระอักกระอ่วน “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยไม่ค่อยรู้หนังสือ รู้เพียงว่าบนหน้าปกมีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่คำและรู้จักเพียงคำว่า‘นิพนธ์’ เท่านั้นขอรับ”
จางเจอขมวดคิ้วทันที “ไม่ได้นำตำรามาด้วยหรือ?”
เฉินอิ๋งอดเบะปากไม่ได้
คิดไม่ถึงว่ายามนี้กลับมีเสียงซึ่งสงบเย